กลับมาแล้วครับ สำหรับ Part 2 วันนี้เราจะย้อนรอยประวัติศาสตร์ของพีระมิดกันครับ ทบทวนแผนกันนิดหนึ่ง วันนี้เป็นวันที่ 2 เราจะออกจาก Giza ไปเมืองที่อยู่ไม่ไกลนักอย่าง Saqqara, Memphis และ Dahshur และอาจได้ Abusirด้วยหากสถานการณ์เป็นใจ ไว้มาดูกันว่า สถานการณ์นั้นคืออะไรนะครับ

ตื่นเช้ามาวันนี้อากาศสดใส หากใครคิดว่ามาเที่ยวอียิปต์แล้วจะร้อน ขอบอกว่าคิดผิดครับ หากไม่เที่ยวในฤดูร้อน อากาศเย็นสบายมาก เช่นวันนี้เราตื่นมาวิ่งกันที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสเท่านั้น

จากแผนที่จะเห็นว่าเมืองที่เราจะไปอยู่ไม่ไกล สามารถกลับมาขึ้นตู้นอนรถไฟที่กีซ่าตามแผนได้

การย้อนรอยวันนี้เราจะไปเริ่มที่เมือง Dashur ซึ่งเป็นที่ตั้งของพีระมิดของพระราชบิดาของฟาโรห์คูฟู (เจ้าของมหาพีระมิดที่กีซ่า) อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจสงสัยว่า หืมม ยังมีพีระมิดอื่นอีกหรอ?

คำตอบคือ ใช่ครับ ประเทศอียิปต์มีพีระมิดอีกมากมายนัก และที่สำคัญอียิปต์ไม่ได้เป็นประเทศที่มีพีระมิดมากที่สุดในโลกด้วย แต่เป็นประเทศเพื่อนบ้านอย่างซูดานต่างหาก
วันนี้เรานัดกับไกด์ท้องถิ่นที่ติดต่อไว้ล่วงหน้าชื่อ Ayman ด้วยราคาเหมา 180 USD รถ 2 คันสำหรับ 8 คน

***ไกด์คนนี้ได้รับการแนะนำจากคุณ Juone ที่เคยทิ้งนามบัตรไว้ให้ ขอขอบคุณนะครับ

Dashur

Red pyramid

ขับออกจากเมืองประมาน 1 ชั่วโมง ด้วยระยะทางประมาน 30 กิโลเมตร ก็ถึงแล้วครับพีระมิดแดง (Red pyramid) ซึ่งเป็นพีระมิดแท้ (True pyramid) แห่งแรกของโลกมีค่าเที่ยวชม 60 EGP ไม่รวมค่าเข้าภายในพีระมิด

ที่เรียกว่าพีระมิดแท้แห่งแรกนั้น เพราะก่อนหน้านี้ พีระมิดจะไม่ได้สร้างให้มีรูปทรงที่เป็นสามเหลี่ยมที่แต่ละด้านเป็นเส้นตรงขึ้นไปครับ จะสร้างเป็นขั้นบันไดใหญ่ๆ (ซึ่งเราจะไปเที่ยวกันหลังจากนี้)

พีระมิดแดง มีความสูงราว 104 เมตร สร้างโดยฟาโรห์สเนฟรู ฟาโรห์องค์แรกแห่งราชวงศ์ที่ 4 ผู้เป็นพระราชบิดาฟาโรห์คูฟู ฟาโรห์องค์นี้เป็นนักสร้างองค์หนึ่ง นอกเหนือจากพีระมิดแดงแล้วพระองค์ยังเป็นผู้สร้างพีระมิดโค้ง (Bent pyramid) และพีระมิดไมดุม (Mydum ซึ่งอาจจะเป็นผู้ต่อเติมในภายหลัง) อีกด้วย
ตามโปรแกรมแล้ว วันนี้เราจะมุดพีระมิดแห่งนี้กันหลังจากไม่ได้มุดพีระมิดคูฟูเมื่อวาน ที่เห็นดำๆนั้นคือทางเข้าครับ

Tips: ค่าเข้า “ภายใน” พีระมิดแดงอยู่ที่ 100 EGP/คน โดยเป็นการจ่ายให้คนเฝ้าหน้าปากทางเข้าโดยตรง 
*เรื่องนี้เราได้คำแนะนำจากคนขับรถมาครับ

กว่าจะเดินขึ้นมาถึงก็มีบางคนหอบแฮ่กไปเหมือนกัน และแล้วก็ถึงทางเข้าครับ เป็นทางแคบๆและมืด วิธีลงคือให้หันหลังลงนะครับ ทางลงไม่ใช่ระยะทางสั้นๆ มืด และอากาศน้อย ใครมีโรคประจำตัวหรือกลัวไม่ควรเข้านะครับ

ในที่สุดก็ถึงแล้วครับ โถงภายในพีระมิด เล่นเอาหายใจลำบากไปเหมือนกัน แต่ต้องบอกว่าคุ้มที่ลงมานะครับ ไหนๆก็เที่ยวพีระมิดแล้ว
การเข้าชมภายในพีระมิดจะเปิดถึงแค่ส่วนนี้นะครับ เป็นห้องเก็บพระศพห้องที่ 3 (Third funerary chamber)
จะเห็นได้ว่าที่หลังคาของห้องมีการเรียงหินอย่างชาญฉลาดและสวยงาม โดยค่อยๆเรียงให้เหลื่อมกัน แล้วไล่ขึ้นไปเป็นขั้นๆ

สำหรับใครที่หวังว่าการเข้ามาภายในพีระมิดแล้วจะพบโลงหินของฟาโรห์ มัมมี่ หรือสมบัติต่างๆ ขอบอกว่าหมดสิทธิ์ครับ พีระมิดเหล่านี้เคยถูกโจรปล้นสุสานมาแล้ว เมื่อมีการขุดค้นพับโดยนักโบราณคดีก็มีการย้ายสิ่งของออกไปแล้วเพราะเป็นสมบัติล้ำค่า ส่วนมัมมี่นั้น โดยมากเราสามารถเห็นได้ตามพิพิธภัณฑ์ แต่มัมมี่ในยุคอาณาจักรเก่า เช่นมัมมี่ฟาโรห์เจ้าของพีระมิดต่างๆนั้นไม่พบตั้งแต่ขุดแล้ว (จริงๆพบโลงที่อาจมีร่างมัมมี่ฟาโรห์คูฟูอยู่ภายใน แต่ในภายหลังโลงนั้นหายไปแล้ว น่าเสียดายจริงๆครับ)
หลังจากสำรวจอยู่สักพัก ทุกคนก็ลงความเห็นกันว่า ออกเถอะ อากาศน้อย 😣

Bent pyramid

หลังออกมา ขับรถอีกไม่เท่าไร ก็ถึงอีกพีระมิดครับ พีระมิดโค้ง (Bent pyramid) นั่นเองค่าเที่ยวชม 60 EGP ครับ

พีระมิดแห่งนี้สร้างโดยฟาโรห์สเนฟรู ฟาโรห์นักสร้างเจ้าเดิมนั่นเอง
สาเหตุที่เรียกพีระมิดโค้ง หรือพีระมิดหักงอนั้น ก็ตามชื่อครับ เราจะเห็นความลาดชันของพีระมิดไม่ได้เป็นเส้นตรงเส้นเดียว เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงขณะก่อสร้าง ที่ตอนแรกสร้างให้มีความชันมาก ( 54 องศา) แต่มีปัญหาเรื่องการรับน้ำหนัก ทำให้ต้องเปลี่ยนให้มีความชันน้อยลง (43 องศา) จึงเห็นพีระมิดมีความโค้งหรือมีการหักมุมแบบในรูป ดูแล้วก็แปลกตา สวยงามไปอีกแบบ

Tips: ลืมบอกไปว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ หากใช้ขาตั้งกล้องจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะครับ แต่ละที่ราคาไม่เท่ากัน สำหรับที่พีระมิดโค้ง ค่าขาตั้งกล้องอยู่ที่ 20 EGP

Memphis

ออกจากพีระมิดโค้ง ก็ถึงโปรแกรมถัดไปคือการไปเที่ยวเมมฟิสครับ ส่วนในรูปเป็นวิวระหว่างทาง เราได้ผ่านพีระมิดดำ (Black pyramid) ซึ่งสร้างจากโคลน (mud) ซึ่งไม่แข็งแรงเท่าหินทราย ปัจจุบันได้พังทลายลงมากแล้วครับ

และแล้วเราก็ถึงจุดหมาย พิพิธภัณฑ์ MitRahina museum หรือ Memphis museum นั่นเองค่าเข้าชมอยู่ที่ 60 EGP

ไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือรูปปั้น ฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramesses II) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอียิปต์ครับ

ความพิเศษของรูปปั้นยืนที่สร้างจากหินทรายนี้คือเรื่องของขนาด ที่มีความสูงกว่า 10 เมตร ปัจจุบันรูปปั้นนอนอยู่เนื่องจากส่วนขาของรูปปั้นได้รับความเสียหายไป

ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ปกครองอียิปต์เป็นเวลานานถึง 66 ปี เป็นกษัตริย์นักรบ นักรัก และนักสร้าง สิ่งก่อสร้างต่างๆเราจะได้เห็นในวันต่อๆไปนะครับ
และนี่คือพระพักตร์อันหล่อเหลาของฟาโรห์รามเสสที่ 2

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น open air museum มีสมบัติชิ้นอื่นแสดงอยู่อีกหลายชิ้นนะครับ

เนื่องจากนครเมมฟิสเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอียิปต์ เมื่อครั้งที่ฟาโรห์นาร์เมอร์ (Narmer) รวบรวมอียิปต์ได้ ได้ตั้งเมมฟิสเป็นเมืองหลวงแรกนั้น พระองค์ได้สถาปนาเทพอุปถัมป์ประจำเมมฟิสคือเทพพทาห์ (Ptah) ดังนั้นเราจะพบโบราณวัตถุเกี่ยวกับเทพพทาห์ ได้มากมายที่เมืองเมมฟิสครับ

จากรูปสลักหิน Triad of Mephis หรือสามเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมมฟิส เราจะเห็นเทพพทาห์อยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยเทพีเซ็คเม็ต (เศียรสิงโตตัวเมีย) ทางด้านขวา และฟาโรห์รามเสสที่ 2 (ซึ่งใช้แทนเทพเนเฟอร์ตุม โอรสแห่งพทาห์) ทางด้านซ้าย

นอกจากเทพพทาห์จะเป็นเทพอุปถัมถ์แห่งเมมฟิสแล้ว พระองค์ยังถูกยกย่องให้เป็นเทพแห่งการช่าง หรือนายช่างใหญ่แห่งอียิปต์อีกด้วยนะครับ ถ้าเทียบกับแถวบ้านเราก็ประมานพระวิษณุกรรมนั่นเอง
สมบัติอีกชิ้นที่น่าสนใจคือเทวรูปเทพีฮาเธอร์ (Hathor) ซึ่งมีหูเป็นวัว

สฟิงซ์แห่งเมมฟิส ยังคงเป็นปริศนาว่าเป็นพระพักตร์ของฟาโรห์องค์ใดครับ บ้างก็ว่าเป็นของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 2 (Amenhotep II) บ้างก็ว่าเป็นของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut) เนื่องจากใบหน้าของสฟิงซ์มีความสวยงาม สะอาดอ้านหมดจดราวกับหญิงสาวนั่นเอง

เดินเที่ยวชมจนเพลินก็ถึงเวลามื้อกลางวันซะแล้ว เดินออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เจอไกด์ Ayman มารออยู่แล้วครับ
สำหรับมื้อนี้เราไปกินกันที่เที่ยวต่อไปคือเมืองซัคคาร่าครับ ก่อนหน้าเข้าร้านก็จะมีมโหรีมาต้อนรับสนุกสนานกันไป

อาหารมื้อนี้มีหน้าตาตามรูปครับ

ตรงกลางเป็นเนื้อย่างมาบนเตาครับ มีทั้งไก่ และเนื้อแกะ กินกับมะเขือม่วงผัด มะเขือเทศสด แตงกวาสด มีของทอดซึ่งเรียกว่าฟาลาเฟล (เมนูนี้ขอแนะนำครับ อร่อยจริง) ส่วนที่หน้าตาคล้ายแกงส้มนั้นรสออกจืดๆ กินกับเบียร์ก็ถือว่าพอใช้ได้ครับ อ้อ เนื่องจากชาวมุสลิมไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงไม่ค่อยมีขายนะครับ แต่ตามร้านอาหารใหญ่ๆทั่วไปจะมีบริการอยู่

Saqqara

“ซัคคาร่า ต้นกำเนิดพีระมิด”

Step pyramid

หลังจากพักทานข้าวไปแล้ว ก็ได้เวลาเที่ยวซัคคาร่าสักที สำหรับค่าเข้าบริเวณ Saqqara area มีหลายแพ็คเกจนะครับ ราคาแตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มเราเลือกแบบธรรมดาที่สุดที่ราคา 120 EGP เนื่องจากมีเวลาไม่มาก และตั้งเป้าไปเก็บพีระมิดดังๆครับ โดยเฉพาะพระเอกในเมืองนี้ พีระมิดขั้นบันได (Step pyramid)

ด่านแรกก่อนจะเข้าสู่พีระมิดขั้นบันไดก็คือ “ทางเข้า” ครับ อันที่จริงแล้ว ในปัจจุบันกำแพงกั้นรอบๆ ได้พังทลายลงมาก สามารถเดินเข้าจากทางอื่นได้เลย แต่เพื่ออรรถรสในการรับชม เราควรไปตามทางครับ

ทางเข้านั้นมีทางเดียว แต่ประกอบไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าประตูหลอก (False doorways) อีกหลายอัน แต่ไม่ต้องงงว่าจะโดนหลอกตามตามชื่อนะครับ เดินตรงโลด

เดินมาไม่ไกลก็พบแล้วครับ พีระมิดแห่งแรกของโลก!!! พีระมิดขั้นบันได สร้างจากศรัทธา และความยึดมั่นเรื่องชีวิตหลังความตาย!

พีระมิดขั้นบันได สร้างโดยฟาโรห์โซเซอร์ (Djoser) (บ้างก็ออกเรียกโจเซอร์ ดโจเซอร์) แห่งราชวงศ์ที่ 3 เป็นพีระมิดแห่งแรกของโลก มีความสูงราว 63 เมตร (ใกล้เคียงพีระมิดเมนคูเรที่กีซ่า)
ตำนานการสร้างพีระมิดขั้นบันไดมีความน่าสนใจมากครับ เป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆคนรวมถึงตัว ผมเองในการตามรอยพีระมิด
อย่างที่เคยบรรยายไว้ใน part 1 นะครับว่า ก่อนจะมีการสร้างพีระมิดเนี่ย สุสานของชาวอียิปต์โบราณเรียกว่ามาสตาบา ซึ่งมีลักษณะคล้ายบ้านหลังเล็กๆสร้างคร่อมที่ฝังศพใต้ดิน แต่ในสมัยฟาโรห์โซเซอร์นั้น พระองค์ทรงพระสุบินเห็นพระราชบิดาอยู่บนนภา พลางโบกพระหัตถ์เรียกพระองค์ เมื่อตื่นบรรทม พระองค์นำนิมิตดังกล่าวไปปรึกษากับ อิมโฮเทป (Imhotep) อัครมหาเสนาบดี ซึ่งได้ถวายคำทำนายว่า พระราชบิดาได้เรียกพระองค์ให้ขึ้นสู่สวรรค์ เป็นการเตือนล่วงหน้าว่าเวลาของพระองค์ได้ใกล้เข้ามาแล้ว (ฝันนี้คล้ายๆกับบุพนิมิต หรือฝันที่เป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าในบ้านเราเลยเนาะ จำที่เรียนกันตอนเด็กๆได้ไหมครับ)
ฮิมโฮเทปได้เสนอให้ฟาโรห์โซเซอร์สร้างบันไดขนาดใหญ่ เพื่อให้พระองค์เสด็จสู่สวรรค์ได้สะดวก โดยอาศัยแรงงานชาวบ้านมาช่วยก่อสร้าง คำแนะนำของฮิมโฮเทปนี้ นับว่าเป็นกุศโลบายที่ยอดเยี่ยมเลยนะครับ เพราะการสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่นั้น แน่นอนว่าต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ประจวบเหมาะกับการที่ในแต่ละปีนั้น น้ำจากแม่น้ำไนล์จะเอ่อท่วม ทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ชาวบ้านจะว่างงาน ขาดรายได้ ฟาโรห์สามารถพระราชทานสิ่งของให้ชาวบ้านแลกกับแรงงานจำนวนมากได้ เรียกได้ว่าวินๆทั้ง 2 ฝ่ายไปเลย อิมโฮเทปช่างฉลาดเสียจริงนะครับ
ความฉลาดปราดเปรื่องของฮิมโฮเทปไม่ได้มีเพียงเท่านี้ นอกจากการเป็นอัครมหาเสนาบดีแล้วเขายังเป็นนักบวชสูงสุด และได้รับการเทิดทูนประดุจเทพเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งนับว่าพิเศษมากกับการที่สามัญชนคนหนึ่งจะได้รับการยกย่องเทิดทูนในระดับเดียวกับฟาโรห์

พอจะคุ้นชื่อ อิมโฮเทปมาก่อนหน้านี้กันมั้ยครับ?

นึก …. นึก ….. ตัวร้ายในเรื่อง The Mummy นี่นา ใช่แล้วครับชื่อเดียวกันเลย และนี่เองเป็นชนวนเหตุดราม่าในโลกยุคปัจจุบันที่ทำให้หลายคนไม่พอใจกับการนำชื่อของอัจฉริยะบุคคลหนึ่งที่ได้รับการเทิดทูนอย่างสูงไปเป็นชื่อตัวร้ายครับ

Pyramid of Userkarf   

บริเวณเมืองซัคคาร่าไม่ได้มีเฉพาะพีระมิดขั้นบันไดเท่านั้น พีระมิดของฟาโรห์ยูเซอร์คาร์ฟ (Userkarf) ก็น่าสนใจครับ

พีระมิดแห่งนี้พังทลายลงไปมากแล้ว จนดูแทบจะเป็นกองทราย จึงมีอีกชื่อว่า “Heap of Stones” นั่นเองครับ

Pyramid of Teti

พีระมิดฟาโรห์เตติ (Teti) แห่งราชวงศ์ที่ 6 ก็ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก เรียกว่ามาซัคคาร่าทีเดียว ได้ชม 3 พีระมิดเลยครับ

ทีเด็ดของพีระมิดแห่งนี้คือ ห้องเก็บพระศพ ที่ร่ำลือกันว่างดงามมาก เนื่องจากภายในตกแต่งด้วยดวงดาวต่างๆ แต่หลังจากวนดูรอบๆเราไม่เห็นทางเข้า จึงข้ามไป

บริเวณซัคคาร่า ยังมีมาสตาบาชื่อดังอีกหลายแห่งที่ภายในสวยงามและสมบูรณ์มาก แต่อยู่นอกเหนือแพลนเราครับ เอาไว้คราวหน้า คงต้องมาเยือนให้ได้ซะแล้ว

ใกล้หมดเวลาตามกำหนดที่ซื้อ local tour 9.00 -17.00 น. ละครับ เราออกจากซัคคาร่าเพื่อไป อาบูเชียร์ (Abusir) ตามแผน รูปด้านล่างคือ Pyramids of Abusir เมื่อถ่ายจากซัคคาร่าครับ

ส่วนสถานการณ์ที่เกริ่นไปตอนแรกก็คือ เรื่องนี้แหละครับ
เนื่องจากอาบูเชียร์ยังไม่เปิดให้เข้าชม แต่ Ayman แนะนำว่าต่อรองกับยามได้ เราก็กะว่าจะไปถ่ายรูปรอบเฉยๆ แต่สถานการณ์วันนั้นไม่เป็นใจครับ ยามที่เฝ้าทางเข้าอยู่ไม่ใช่เพื่อนของ Ayman จึงเรียกราคามาแพงมาก และ Ayman ก็แนะนำว่า ด้วยราคานี้ อย่าเข้าไปเลย
เราก็ตกลงกันว่า กลับครับ ให้ Ayman พาไปดูอะไรน่าสนใจหน่อยละกัน ไว้จะมาต่อสิ่งที่น่าสนใจนะครับ สาธิตการทำกระดาษปาปิรุส กระดาษชนิดแรกของโลกนั่นเอง

การทำกระดาษปาปิรุส

Ayman พาเรามายังร้าน Golden eagle papyrus เป็นร้านขายภาพวาดมือบนกระดาษปาปิรุส (Papyrus) กระดาษชนิดแรกของโลกนั่นเอง

เข้ามาเพลิดเพลินกับรูปวาดต่างๆในร้าน สวยมากจริงๆครับ แต่ห้ามถ่ายรูป แล้วก็ต้องไปรวมตรงนี้ก่อน เป็นที่สาธิตการทำกระดาษปาปิรุส
กระดาษปาปิรุสทำจากต้นปาปิรุสมาฝานเป็นแผ่นบางๆ

จากนั้นนำไปแช่น้ำไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วนำมาสานแบบสานตะกร้าแบนๆ

นำไปเข้าเครื่องอัดประมาณ 2-3 สัปดาห์

ได้แล้วกระดาษปาปิรุส

กระดาษปาปิรุส นับเป็นกระดาษชนิดแรกของโลกนะครับ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวอียิปต์โบราณ ที่นอกเหนือจากการสร้างสิ่งก่อสร้างมหึมาแล้ว สิ่งประดิษฐ์ขนาดเล็กแต่มีประโยชน์มหาศาลอย่างกระดาษปาปิรุส ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาได้
นอกจากใช้จดบันทึก และวาดภาพแล้ว เรายังพบได้ว่าต้นปาปิรุสมีความสำคัญต่อชาวอียิปต์โบราณอย่างแท้จริง เพราะถูกยกเป็นสัญลักษณ์ประจำอียิปต์อียิปต์ล่าง (Lower Egypt) เลยทีเดียว
หลังจากเพลิดเพลินกับภาพวาดในร้านแล้ว ผมเองก็ตกลงซื้อภาพใหญ่ 1 ชิ้นครับ สวยงามโดนใจมากๆ ราคาก็โหดเอาเรื่อง โดยราคาที่ติดไว้คือ 5975 EGP แต่ต่อราคาจนสามารถปิดได้ที่ 3500 EGP ครับ
มี certificate ของร้านให้ด้วย

รูปนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง “The Final Judement” หรือการพิพากษาครั้งสุดท้าย นั่นเอง

ด้านซ้าย เทพ อนูบิส (Anubis) เศียรหมาในพาวิญญาณคนตายมาสู่ยมโลก มีคณะลูกขุน 14 คนด้านบน จากนั้นนำหัวใจของวิญญาณมาวัดความดี/ความชั่วบนตราชั่ง อีกฝั่งของตราชั่งจะเป็นขนนกแห่งเทพีมาอัต (มาอัตยังหมายถึงศีลธรรมที่คนอียิปต์โบราณพึงปฏิบัติอีกด้วย)

  • หากหัวใจหนักกว่าขนนก (ชั่วมากกว่าดี) หัวใจวิญญาณนั้นจะถูกเทพอัมมิต (Ammit) เศียรจระเข้ พระเพลาฮิปโป กลืนกิน และดับสูญไปตลอดกาล
  • หากหัวใจเบากว่าขนนก (ดีมากกว่าชั่ว) วิญญาณนั้นจะได้ไปพบกับเทพโอชีรีส (Osiris) เจ้าแห่งยมโลก โดยมีเทพทอธ (Thoth) เศียรกระสา บันทึกผลการตัดสิน และเทพฮอรัส (Horus) เศียรเหยี่ยว (บุตรแห่งโอชีริสและเทพีฮาเธอร์ที่เราเจอที่เมมฟิสนั่นเอง) ผู้ถืออันค์(Ankh กุญแจชีวิต) เป็นผู้นำวิญญาณไปพบเทพโอชีรีส เพื่อไปสู่ยมโลกต่อไป

ขอบอกว่า ตอนเข้ามาชมเนี่ย เกือบจะเดินออกอยู่แล้ว เพราะราคาแต่ละรูปสูงๆทั้งนั้นเลย แต่ยิ่งมองยิ่งโดนใจครับ ทนไม่ไหว ต้องควักกระเป๋าซื้อ สุดท้ายก็ได้กันมาคนละ 1-2 รูปครับ

หากเห็นว่าข้อมูลดี มีประโยชน์ ช่วยกด like แฟนเพจเฟซบุ๊คเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ
❤️

ชื่อเพจ
Travel together – เที่ยวด้วยกันหมอฟันรีวิว
หรือตามลิงค์ไปได้เลยครับ

12 COMMENTS

  1. Thank you for another wonderful article.
    The place else may anyone get that type of
    information in such a perfect method of writing? I have a presentation next week, and I’m
    on the look for such info.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here