หากถามว่า สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ คืออะไร?

หลายคนคงต้องตอบว่า “พีระมิดแห่งเมืองกีซ่า” ที่ประเทศอียิปต์อย่างแน่นอน

แล้วถ้าถามว่า สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งพุทธศาสนาล่ะ คืออะไร?

ใช่แล้วครับ คำตอบอยู่ในทริปนี้ เพราะเราจะไปตามหา “พุทธศาสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

“บุโรพุทโธ” 

“The pyramid of cosmic Buddha”

ข้อควรรู้ก่อนการเดินทาง: Travel documents

สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทย ไม่ต้องขอวีซ่า สามารถท่องเที่ยวได้ 30 วัน

ข้อควรรู้ก่อนการเดินทาง: ฤดูกาลและเวลา

เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะ ภูมิอากาศจึงมีลักษณะผสมผสาน และเปลี่ยนแปลงไปตามภูมิประเทศ โดยทั่วไปมีอากาศร้อนชื้นแบบศูนย์สูตร แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ

  • ฤดูแล้ง ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม
  • ฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

สรุปคือ ถ้าไม่ไปตอนฤดูฝน ก็ร้อนพอๆกับบ้านเรา แต่จะมีฝนตกประปรายเพราะภูมิประเทศที่เป็นเกาะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.asean-info.com/asean_members/indonesia_location_climate.html

ข้อควรรู้ก่อนการเดินทาง: ค่าเงินและค่าครองชีพ

อินโดนีเซียใช้ค่าเงินรูเปียห์ (Indonesian Rupiah) ซึ่ง 1000 รูเปียห์มีค่าประมาณ 2.3 บาท เพราะฉะนั้น การจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินสด จำนวนธนบัตรจะเป็นฟ่อนเลยครับ

อาหารและเครื่องดื่มโดยส่วนใหญ่ราคาถูกกว่าประเทศไทย ยกเว้นตามสถานที่ท่องเที่ยวราคาจะสูงขึ้น แต่ก็พอๆกับบ้านเรา เพราะฉะนั้นงบประมาณไม่บานปลายครับ

ข้อควรรู้ก่อนการเดินทาง: ศาสนา วัฒนธรรม การแต่งกาย อาหารการกิน

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิด แต่นักท่องเที่ยวแต่งตัวได้ตามปรกติครับ

เด็กๆชาวมุสลิมที่นี่ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ชอบขอนักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้วยมากๆ น่ารักดีครับ

อาหารตามแหล่งท่องเที่ยวมีให้เลือกแบบนานาชาติหลากหลาย ส่วน Local food ก็รสชาติค่อนข้างจัดจ้านอร่อยดีครับ

ข้อควรรู้ก่อนการเดินทาง: การเดินทางจากประเทศไทยและภายในประเทศ

จุดหมายสำคัญในทริปนี้คือ บุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีเมืองหลวงชื่อดัง จาการ์ตา

แต่เดี๋ยวก่อน! บุโรพุทโธไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงครับ แต่อยู่ที่เมือง “ยอร์กยาการ์ตา” (Yogyakarta) ซึ่งไม่มีเที่ยวบินตรงจากประเทศไทย!

เนื่องจากอินโดนีเซียมีเกาะหลายเกาะมาก การเดินทางไปยอร์กยาการ์ตาจึงต้องต่อเครื่องครับ โดยทริปนี้เราโดยสารสายการบินแอร์เอเชีย (ทั้ง Thai Airasia และ Indonesia Airasia) ต่อเครื่องที่เมืองหลวงจาการ์ตา

ส่วนสายการบินอื่นๆ ที่ให้บริการบินจากเมืองหลวงไปยังยอร์กยาการ์ตา มีอีกหลายสายการบิน เช่น สายการบินสิงโต (ซึ่งประวัติเกี่ยวกับอุบัติเหตุไม่ค่อยดีนัก), Garuda, Citilink

การเดินทางภายในตัวเมือง หากต้องการประหยัดค่าเดินทางก็มีรถเมล์ให้บริการ หรือหากต้องการความสะดวกก็เช่ารถขับเอง หรือเช่ารถพร้อมคนขับได้ในราคาไม่สูงนัก โดยเราเลือกเช่ากับ Bali car hire ด้วยราคา 50 USD/วัน (รายละเอียดรถเช่าอยู่ในการท่องเที่ยวแต่ละวันนะครับ)

สำหรับแผนการท่องเที่ยวก็เป็นดังนี้

Day 1

ถึงจาการ์ตากลางดึก รอต่อเครื่องไปยอร์กยาการ์ตาตอนเช้า นั่งๆนอนๆ รอที่อาคารผู้โดยสารเกือบ 5 ชั่วโมง เพลียมากครับ ไม่แนะนำให้เลือกเที่ยวบินแบบนี้นะครับ แทบไม่ได้พักผ่อนเลย ส่วนเราเลือกแบบนี้เพราะไปแบบไม่ลา จึงอยากเที่ยวให้คุ้มที่สุดนั่นเอง

รถเช่าพร้อมคนขับก็หาเอาที่สนามบิน แจ้งเส้นทาง จุดหมายปลายทาง และต่อรองราคาได้เลยครับ

Candi Prambanan

ออกจากสนามบิน ยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน ก็ตรงไปที่นี่เลย สถานที่แรก “ปรัมบานัน” เทวสถานแห่งศาสนาฮินดู

จันดี ปรัมบานัน (Candi Prambanan) สร้างบนพื้นที่ราว 30 km2 ทำให้เป็นเทวสถานของศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแถวบ้านเราเลยครับ

ค่าเข้าชม 350000 รูเปียห์ (ประมาณ 805 บาท) จัดว่าแพงเมื่อเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆในอินโดนีเซีย แต่มาเมืองนี้แล้วก็ต้องมาที่นี่ถึงจะคุ้มครับ

แม้จะได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่มรดกโลกแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณะ และดูแลอย่างดี ทำให้อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ โดยเฉพาะปรางค์ทั้งสาม ที่สร้างถวายแด่องค์ “ตรีมูรติ” นั้นยิ่งใหญ่อลังการด้วยความสูงถึง 47 เมตรเลยทีเดียว

จากวัดแห่งนี้ เรายังมองเห็น “ภูเขาไฟเมอราปี” (Merapi valcano) ที่ยังคงคุกรุ่นอยู่อีกด้วย

เนื่องจากกินพื้นที่มาก จึงมีวัดอยู่ในพื้นที่นี้ถึง 200 วัด ! ทำให้เรียกว่า “กลุ่มวัดปรัมบานัน” แต่มีวัดหลัก 8 วัด อยู่บนพื้นที่ตรงกลาง สร้างมากว่า 1000 ปีก่อนแล้ว

3 วัด (ปรางค์) ที่ใหญ่ที่สุดสร้างเพื่อถวายแด่เทพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามของฮินดู ได้แก่ พระศิวะ (อิศวร) พระวิษณุ (นารายณ์) และพระพรหม

ปรางค์องค์ใหญ่ที่สูงถึง 47 เมตรตรงกลางสร้างเพื่อถวายพระศิวะ โดดเด่นด้วยศิลปะนูนต่ำโดยรอบ

โคนนทิ พาหนะของพระศิวะ หากพบโคนนทิที่ไหน หมายความว่า สิ่งก่อสร้างนั้นสร้างเพื่อถวายพระศิวะ หรือเป็นที่ประทับของพระศิวะนั่นเองครับ

ภายในชั้นสูงสุดมีรูปปั้นเทพ 4 องค์ ได้แก่ พระศิวะ

พระแม่ทุรคา ซึ่งเป็นปางนักรบของพระแม่อุมา พระมเหสีของพระศิวะนั่นเอง

พระพิฆเนศ พระโอรส ซึ่งเป็นเทพแห่งศิลปะวิทยาการ และความสำเร็จ ที่คนไทยรู้จักและให้นับถือกันมาก

นอกเหนือจากเทพแล้วยังมีรูปปั้น “อกัสติยะ” หนึ่งในมหาฤาษี ผู้ถ่ายทอดคัมภีร์พระเวท

เที่ยวที่วัดหลักเสร็จแล้ว เดี๋ยวไปดูวัดอื่นรอบๆกันครับ

วัดชื่อดังนอกจาก 8 วัดหลักตรงกลางปรัมบานันก็ต้องที่นี่เลยครับ “วัดเซวู” (Sewu temple)

วัดแห่งนี้เป็นพุทธสถานที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเกาะชวา (รองจากบุโรพุทโธ) อีกทั้งยังสร้างขึ้นก่อนปรัมบานันด้วยซ้ำ

สัญลักษณ์สำคัญของวัดแห่งนี้ ที่เห็นแล้วต้อง “อ๋อ” ก็คือรูปปั้นใหญ่ที่ถือกระบอง เฝ้าทางเข้าวัดทั้ง 4 ด้านครับ

ที่วัดแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าปรัมบานัน ทำให้ได้ความเงียบสงบ สัมผัสได้ถึงมนต์ขลังเลยครับ

พอเท่านี้สำหรับ Prambanan ยิ่งใหญ่จริงๆ และเป็นสถานที่ต้องมาเยือนให้ได้เมื่อมายอร์กยาการ์ตาครับ

สำหรับใครที่อยากมา ขอบอกว่าการเดินทางสะดวกมากครับ ห่างจากสนามบินด้วยการขับรถไม่ถึง 1 ชั่วโมง อีกทั้งวัดแห่งนี้ยังอยู่ในย่านเดียวกับวัดปรัมบานันด้วย เรียกว่าเสียค่าเข้าครั้งเดียวได้เที่ยว 2 ที่ใหญ่เลย

Tips: หากใครอยากเที่ยวบุโรพุทโธด้วย สามารถซื้อตั๋วควบได้เลย จะได้ราคาถูกลงนิดหน่อย แต่เราไม่ได้ซื้อนะครับ เพราะจะซื้อตั๋วเข้าชมบุโรพุทโธช่วงพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งจะแยกต่างหาก

บ่ายๆถึงเย็น เราจะไปเที่ยว Water castle และ Sultan palace กันครับ

Sultan palace (Sultanate)

หลังเที่ยว Prambanan เสร็จ ก็ให้รถไปส่งต่อที่ Sultan palace ค่าเข้าชม 12500 รูเปียห์ (25 บาท)

ตามชื่อครับ ที่นี่เป็นวัง (Karon) ซึ่งเป็นที่ประทับของสุลต่านแห่งอาณาจักรอิสลามแห่งหนึ่งของอินโดนีเซีย

ในเขตพระราชวังก็ยังคงมีการใช้งานเพื่อการแสดงต่างๆอยู่ด้วย เช่น เต้นรำชวา และมโหรี

สรุปสั้นๆว่าไม่ค่อยประทับใจเท่าไรครับ เดินดูผ่านๆแล้วก็ออก

Taman Sari water castle

สถานที่ต่อมา เห็นรูปในเน็ตสวยมากกกกก แต่พอมาถึง…. ก็ตามรูปครับ วันนี้ไม่ใช่วันของเรา

กำลังปรับปรุง สภาพไม่น่าดูเท่าไหร่

ส่วนตรงนี้เป็นมุมยอดฮิตในการเช็คอิน กว่าจะได้ถ่ายรอนานมากครับ

สรุป เป็นอีกที่ที่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไร

ก่อนเข้าโรงแรม เราไปหาซื้อรูปวาดผ้าบาติกแถว water castle ซึ่งผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกเป็นสินค้าขึ้นชื่ออย่างมากของอินโดนีเซีย หากนำมาติดไว้บนกล่องไฟภาพก็จะยิ่งสวยขึ้น

รูปวาดราคาก็แตกต่างกันไปตามฝีมือและขนาด รูปทางขวานี้ได้มาในราคา 70 USD ครับ ต่อแล้วต่ออีกก็ได้เท่านี้ สอบถามคนวาดบอกว่า เป็นรูปที่สื่อถึงการนับถือธรรมชาติของคนอินโดนีเซียสมัยก่อน ซึ่งเขาแสดงธรรมชาติออกมาในรูปลักษณ์ของวิญญาณ

มารู้จากคนท้องถิ่นทีหลัง (ที่แวะคุยด้วยตอนถามทาง) ว่าเราซื้อมาราคาแพงมาก ซึ่งคนแถวนี้เขาก็ขายนักท่องเที่ยวราคานี้แหละ หากคนท้องถิ่นซื้อเองจะได้ราคาถูกกว่านี้มากๆ (เขาบอกถูกเป็น 10 เท่าเลยครับ -*-)

มื้อเย็นวันนี้ทาน KFC ในตัวเมือง ก่อนไปหา local food ทานแถวโรงแรมใกล้บุโรพุทโธครับ

โรงแรมในคืนนี้เราเน้นที่อยู่ใกล้บุโรพุทโธ ชื่อ Cempaka Villa II เอาแบบเดินไปได้เลยเพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีสามไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้นครับ

Day 2

Borobudur

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง วันนี้เราจะได้ไปชม “พุทธศาสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ให้เห็นกับตาตัวเองครับว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน

***Tips: สำหรับตั๋วเข้าชมบุโรพุทโธแยกเป็น 2 ราคา คือ

  • เข้าชมแบบปรกติ (เวลา 06.00-17.00 น.) ราคา 350000 รูเปียห์ (805 บาท) ซึ่งไม่ครอบคลุมเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก
  • เข้าชมเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก (ตั้งแต่ 04.00 น. เป็นต้นไป) ราคา 475000 รูเปียห์ !!! (1092.5 บาท)

*สามารถหาซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ทั่วเมืองยอร์กยาการ์ตาเลยนะครับ จะมีขายตามสถานที่สำคัญและร้านอาหารแทบทุกที่ ร้านที่เราไปทานเป็นร้านชายทุ่งก็ยังมีขายให้

ราคาขนาดนี้นับว่าโหดเอาเรื่องครับ แต่ขอบอกว่าคุ้ม เพราะหลังเวลาปรกติเปิดคนจะเข้าชมเยอะมาก ถ่ายรูปยากมาก โดยเฉพาะคนท้องถิ่นซึ่งได้ตั๋วราคาถูกกว่าชาวต่างชาติมากจะหลั่งไหลเข้ามามากมาย อ้อ! ราคานี้รวมไฟฉาย 1 อันนะครับ เค้าจะแจกไฟฉายให้ก่อนเราขึ้นบุโรพุทโธเพราะขึ้นตอนตีสี่นี่แทบจะมืดสนิทเลย

นั่งรออยู่พักใหญ่ ก็เริ่มเห็นแสงอาทิตย์บ้าง แต่ดูท่าจะไม่ดีซะแล้วครับ หมอกหนามาก

และนี่คือภาพที่เห็นแสงอาทิตย์ที่ดีที่สุดของวันนี้ครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยกันใช่มั้ยครับ ว่า Borobudur มันอ่านว่า บุ-โร-พุด-โท ได้อย่างไร

ฮ่าๆ จริงแล้วอ่านว่า โบ-โร-บู-ดู นั่นแหละครับ ถ้าพูดบุโรพุทโธ คนแถวนี้แทบจะไม่รู้จักเลย แต่คนไทยนิยมเรียกกันว่าบุโรพุทโธ

บุโรพุทโธ (Borobudur) สร้างขึ้นตั้งแต่ราว 1200 ปีก่อนมาแล้ว ด้วยพื้นที่ 2500 ตารางเมตร และความสูงกว่า 42 เมตรจากฐาน ทำให้เป็นมหาพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก !!!

ลักษณะการสร้างเป็นชั้นๆลดหลั่นกันลงไป คล้ายพีระมิด นอกจากนี้แต่ละชั้นยังไม่ได้เป็นเพียงหินภูเขาไฟโล่งๆ แต่ยังสลักด้วยภาพคติธรรมทางพุทธศาสนา เกี่ยวกับ บาป บุญ คุณ โทษ การเวียนว่ายตายเกิด และการหลุดพ้นจากกิเลส ที่ยากจะเดินชมให้หมด เพราะมีกว่า 2000 ภาพ !!

ชั้นบนๆ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในสถูปที่เจาะเป็นรูสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด (perforated stupa) ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์ของที่แห่งนี้เลย

สถูปที่ยังเต็ม ไม่หักครึ่งนั้นบางสถูปมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ลองมองลอดช่องให้ดีครับ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า หากใครได้เอื้อมมือเข้าไปสัมผัสพระพุทธรูป จะโชคดี

* แต่ช้าก่อน !! ปัจจุบันห้ามมีการสัมผัสพระพุทธรูปแล้วครับ

แล้วหากเราขึ้นไปสู่ชั้นสูงสุด จะได้พบกับเจดีย์องค์ประธาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์ “พระอาทิพุทธะ” ซึ่งในนิกายมหายานเชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกที่ประสูติพร้อมกับโลกครับ

ดูแล้วก็ประทับใจในความศรัทธาที่มีต่อการสร้างศาสนสถานของคนในสมัยนั้นมากเลย

และด้วยความที่สร้างอยู่บนเขา ทำให้ชั้นบนๆอยู่เหนือหมอก (หากไปตอนเช้าๆ) เมื่อมองลงมาทำให้ได้อารมณ์ราวกับเป็นวิหารแห่งสรวงสวรรค์เลยทีเดียว

อย่างที่เกริ่นไว้นะครับ การสร้างมีลักษณะแบบพีระมิด บางคนคาดว่าแผนผังการสร้างของบุโรพุทโธ เปรียบดั่งจักรวาลในทางพุทธศาสนา นิกายมหายาน จึงมีบางคนเรียกว่า The pyramid of cosmic Buddha ครับ ยิ่งใหญ่จริงๆ

บุโรพุทโธแบ่งเป็นชั้น บ้างก็ว่ามี 8 ชั้น บ้างก็ว่า 10 ชั้น แต่ไม่ว่าจะมีกี่ชั้น แต่ละชั้นก็มีความสวยงามไม่ด้อยกว่ากันเลย

วนมาอีกที คนเริ่มเยอะแล้ว ได้เวลากลับแล้วครับ วางแผนว่าจะไปเที่ยวที่อื่นต่อ เดี๋ยวจะไม่ทันเอา

Bye bye Borobudur ได้มาเห็นกับตาสักที ชื่นใจจริงๆ

ปิดท้ายด้วยรูปนี้ ตอนลงมาข้างล่างแล้ว น้องๆเด็กนักเรียนน่าจะได้รับมอบหมายงานจากคุณครูให้หัดเข้ามาสนทนากับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยภาษาอังกฤษ น้องๆน่ารักมากครับ มีการเกี่ยงกันพูดด้วย ถ้าเป็นบ้านเราก็คงประมาณแกสิๆ (กระทุ้งเพื่อน)

เนื่องจากเหลือเวลาก่อนไปสนามบินเพื่อเดินทางไปบาหลี เราให้คนขับรถแนะนำสถานที่เที่ยวหน่อย จึงได้มาอีกวัดหนึ่งคล้าย Prambanan ชื่อ Plaosan temple

Plaosan temple

แล้วก็แวะให้ลองชิมกาแฟขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย นั่นก็คือ “กาแฟขี้ชะมด” หรือ Kopi Luwak coffee ซึ่งเกิดจากการให้ชะมดกินเมล็ดกาแฟ แล้วถ่ายเมล็ดออกมา เมล็ดกาแฟจะได้ฟีโรโมนจากชะมด ทำให้ได้กลิ่นหอมนั่นเองครับ ในช่วงแรกเป็นการเก็บจากขี้ชะมดป่า ต่อมาเมื่อได้รับความนิยมมากขึ้นจึงเกิดการจับชะมดมาเลี้ยงแล้วบังคับให้กินแต่เมล็ดกาแฟ

ด้วยความที่ไม่เคยลอง ไหนๆมาแล้วก็ได้ลองครับ กาแฟขี้ชะมดหอม กลิ่นเป็นเอกลักษณ์ แต่พอได้เห็นน้องนอนหงอยในกรงแล้วก็ดื่มต่อไม่ลง รีบกลับครับ

เราไปถึงสนามบินยอร์กยาการ์ตา และบินไปต่อบาหลีในเย็นวันนั้นเอง

รถเช่าที่บาหลีเราใช้บริการ Bali car hire ยี่ห้อ Suzuki Splash เกียร์อัตโนมัติ วันละ 40 USD รับ/คืนรถที่สนามบิน Denpasar บริการดี ตอบเมลไวครับ

ถึงก็หัวค่ำแล้ว รับรถแล้วก็ต้องรีบเดินทางไปเมืองอูบุด (Ubud) ที่อยู่ชนบทออกไปอีก ขับรถเกือบ 2 ชั่วโมงเลยครับ

และนี่คือสาเหตุที่เรายอมเลือกโรงแรมไกลขนาดนี้ Wapa di Ume Sidemen ที่กว่าเราจะถึงก็ 22.00 น. แล้วก็ยังอุตส่าห์มาทำอาหารต้อนรับแขก

ห้องพักก็ยอดเยี่ยมเลยครับ น่านอนมาก หลับสบายมากๆครับ

Day 3

เช้าวันใหม่ อากาศสดชื่นมาก ได้เห็นทิวทัศน์ชนบทแถวอูบุดแล้วก็อยากนอนยาวๆเลย

บรรยากาศมุมกว้างของที่พัก เอื้อต่อการพักผ่อนหย่อนใจมาก มีทั้งสระว่ายน้ำ 2 ชั้น ฟิตเนส หรือที่เล่นโยคะ

สำหรับใครที่สนใจก็ตามลิงค์นี้ไปจองได้เลย

👉 ทางไปจอง: https://bit.ly/37nBD8i

แถวที่พักยังมีลำธารเล็กๆให้ลงไปเดินเล่นอีกด้วย

เมื่อคืนเราสั่ง “Floating breakfast” ไว้สำหรับเช้านี้ครับ สามารถเลือกได้ว่าจะเอาอาหารอะไรบ้าง เขาก็จะจัดใส่กระเช้าลอยมาให้ในสระว่ายน้ำ

อาหารที่อินโดนีเซีย ที่ขึ้นชื่อมากเลยคือ “หมี่โกเร็ง” ครับ เราก็ชอบกันมากๆ เรียกได้ว่าสั่งเกือบจะทุกมื้อเลย

วันนี้กว่าจะออกก็เกือบเที่ยงแล้วครับ ระหว่างขับรถไป Besakih temple ฝนก็ได้เทลงมาอย่างหนักหน่วง ตอนนั้นน่ากลัวมากครับ หนทางเป็นป่าเขา แทบไม่มีรถสวนเลย กลัวก็กลัว (อันนี้เป็นข้อด้อยของที่พักที่ไปตั้งอยู่ในเขตชนบท) แต่ก็ขับไปเรื่อยๆ จนไปถึงได้ครับ

Besakih temple

มาเที่ยวบาหลี นอกจากชาดหาดสวยๆ สิ่งท่องเที่ยวที่เราควรไปเที่ยวคือ “วัดฮินดู” ที่กระจายตัวอยู่รอบเกาะ ประมาณ 6,000 แห่งทั่วเกาะบาหลีเลยครับ ที่นี่จะใช้คำว่า Pura ในภาษาอังกฤษ ก็คือ Temple นั่นเอง

น่าสนใจที่ว่า ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก แต่ที่บาหลีนั้นกลับเป็นศาสนาฮินดู และเป็นฮินดูแบบเฉพาะที่บาหลีด้วย แตกต่างจากที่อินเดียพอสมควร

วัดฮินดูของบาหลี จะมีสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวตามศาสนาฮินดูบาหลี จุดเด่นที่สังเกตได้เลยคือ ประตูวัด (Split gate หรือ Candi Bentar) ที่ทำเป็นสถูปมียอดผ่าครึ่งแบบสมมาตร

วัดเบซากี้ห์ หรือ Pura Besakih เป็นวัดที่มีความสำคัญที่สุดบนเกาะบาหลี คนบาหลียกให้เป็นวัดหลวง (Mother Temple) เป็นวัดในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดของบาหลี

ยังถือเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเหนือวัดทั้งปวง มีบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล ประกอบด้วยวัดเล็กๆ อีก 23 แห่ง แห่งที่เรียงรายอยู่เป็นขั้นๆ กว่า 7 ขั้นไปตามไหล่เขา

ฉากหลังคือภูเขาไฟอากุง เป็นภูเขาที่ยังไม่ดับ เคยระเบิดครั้งใหญ่ในปี 1936 และปะทุครั้งสุดท้ายในปี 1964
วันที่เราไปฝนตกด้วยอดเห็นภูเขาไฟ และอีกอย่างไปวันอาทิตย์ เค้าห้ามคนทั่วไปเข้าไปข้างในวัด เว้นแต่ชาวฮินดู T-T

Tips: ค่าเข้าชม 60000 รูเปียห์ (138 บาท) ที่จอดรถห่างจากตัววัดและทางขึ้นเป็นเนิน จะมีบริการรับส่งด้วยรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปอีกที ซึ่งรวมค่าบริการในค่าเข้าชมไปแล้ว

Tirta Empul temple

สถานที่ต่อมาวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ Pura Tirta Empul ซึ่งระหว่างเดินทางสายฝนได้ตกกระหน่ำอย่างหนักหน่วง เกือบจะเปลี่ยนแผนแล้วครับ แต่วัดนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก มีแต่คนแนะนำ เราขับรถประมาณ 1 ชม. จอดรถที่หน้าวัดได้เลยครับ ถึงฝนตกไม่ต้องกลัวจะมีเด็กๆ ให้เช่าร่มเดินเข้าไปในวัด สนนราคา 1,000 รูเปียห์ (2.3 บาท) อย่าลืมคืนตอนออกจากวัดด้วยนะครับ

Pura แปลว่า วัด ส่วน Tirta Empul ก็หมายถึงบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ หรือบ่อน้ำพุแห่งจิตวิญญาณ) ตามประวัติวัดแห่งนี้มีถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ราว ปี คศ.962 (ศตวรรษที่ 10-14) สมัยราชวงศ์วาร์มาเดวา (Warmadewa Dynasty)

บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ เป็นน้ำพุจากธรรมชาติที่ผุดขึ้นจากตาน้ำใต้ดินมาเป็นเวลายาวนานนับพันปี ชาวบาหลีมีความเชื่อกันว่าน้ำพุธรรมชาติแห่งนี้ เป็นน้ำอัมฤตที่พระอินทร์บันดาลขึ้นมาเพื่อชะล้างพิษให้แก่เหล่าทหารของพระองค์ยามศึก ทำให้ชาวบาหลีนิยมมาอาบน้ำ รักษาโรค ขับไล่สิ่งชั่วร้ายและเสริมสิริมงคลเป็นจำนวนมาก วันที่เราไปคนเยอะมากๆครับ ทั้งชาวบาหลี และนักท่องเที่ยว

Tips: ค่าเข้าชมคนละ 50,000 IDR เปิดทุกวัน 9.00 – 17.00 น. พอเข้ามาข้างในวัดต้องเปลี่ยนมานุ่งโสร่งเหมือนกับทุกวัดฮินดูในบาหลี

ออกจาก Pura Tirta Empul ระหว่างทางก็พักทานอาหารที่ร้าน Uma pakel ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่อง รังนกยักษ์ ให้ขึ้นไปถ่ายรูปได้

ส่วนชิงช้าหรือ Bali swing นี่มีหลายร้านนะครับ หากเข้าร้านใหญ่ก็จะได้อันที่แกว่งแรงๆ สูงๆ เพิ่มความหวาดเสียว

นาขั้นบันได มีอยู่หลายที่เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของที่บาหลีและอูบุด

ตกเย็นวันนี้ เข้าไปแถว Ubud market ซึ่งเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยของฝาก รวมถึงร้านอาหาร ทั้งกิน ดื่ม

พวกเราได้กระเป๋าสานกลมๆแบบนี้มาครับ เห็นกำลังเป็นที่นิยม ตกใบละประมาณ 200-300 บาท แล้วแต่ขนาด

ปล. แม่ค้าคนนี้คุยตลกมาก เราต่อราคา มีการเนียนๆตกลงราคา (ทั้งที่ความจริงแอบขึ้นราคาด้วย) ลงท้ายเขาบอกล้อเล่น เพราะเห็นเราล้อเล่นก่อน ฮ่าๆ

อ้อ! ร้านรับแลกเงินแถว Ubud market นี่ให้เรทไม่ดีเลยครับ แพงมาก แต่สามารถต่อราคาอัตราแลกเปลี่ยนได้นะ ฮ่าๆ

อาหารเย็นขอแนะนำร้านนี้ Cafe Lotus ร้านสวย อาหารรสชาติค่อนข้างอร่อย และมีการแสดงให้ดูด้วยครับ

หมดแล้ววันนี้ เข้านอน Wapa di Ume Sidemen กันอีกหนึ่งคืน พรุ่งนี้ชิลๆ ไม่รีบร้อนครับ ขอพักที่โรงแรมให้คุ้มสักหน่อย

Day 4

เช้าวันนี้ มีนักท่องเที่ยวมาพักมากกว่าเมื่อวาน แต่ก็ไม่แออัดครับ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนกลับไทยแล้วครับ เก็บข้าวของ เที่ยวกันก่อนกลับ

สำหรับใครที่อยากได้ที่พักสวยๆ แบบนี้ ก็ตามลิงค์ไปจองได้เลยที่

👉 ทางไปจอง: https://bit.ly/37nBD8i

Taman Ayun temple

สถานที่แรกในวันนี้ Pura Taman Ayun หรือ Mengwi Temple (Taman Ayun แปลว่า สวนสวย)

เป็นวัดหลวงของอาณาจักรเมงวี สร้างตอนศตวรรษที่ 17 เป็นวัดสไตล์ฮินดู-บาหลีที่ตั้งอยู่ ใจกลางเมือง Mengwi ทางตอนกลางของเกาะบาหลี เราขับรถจาก Ubud คือไกลมากเกือบ 2 ชม. สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประกอบพิธีกรรมของกษัตริย์ราชวงศ์เมงวี

ความโดดเด่นของวัดนี้คือ เจดีย์ที่มีหลังคาปูด้วยหญ้า เรียงกันเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกัน และล้อมรอบด้วยสวนสีเขียว มีสระน้ำล้อมรอบ

สังเกตได้ว่าเจดีย์จะเรียงจำนวนชั้นไม่เท่ากัน ไล่จาก 3-5-7-9-11 โดยจะมีจำนวนชั้นเป็นเลขคี่เพื่อความเป็นสิริมงคล

สิ่งก่อสร้างหลักของตัววัดชั้นใน คือ เจดีย์สูงใหญ่ (Meru) มีหลายองค์ด้วยกัน สื่อถึงเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ส่วนคูน้ำที่รอบล้อมวัด เปรียบดั่ง มหาสมุทร เป็นการจำลองจักรวาลตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู

ความสวยงามของวัดนี้ ติด 1 ใน 6 ของบาหลี ส่วนความใหญ่ของวัดก็ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากที่ Pura Besakih

Main Gate (Kori Agung) ณ จุดนี้ นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปได้ ให้เดินเลี้ยวซ้ายแล้ววนขวา จะมีทางเดินให้เราเดินครับ

ลายปูนปั้นเก่าแก่ ยังคงความงดงาม

ภายในวัดยังมีกำแพง ประตูวัด ก่อด้วยหินสูง แกะสลักลวดลายงดงามตามแบบบาหลี

Split Gate สัญลักษณ์ของภูเขาที่แบ่งพลังจักรวาลออกเป็นสองฝั่งคือพลังบวกและลบ

อีกทั้งยังมี Barong สัตว์ประหลาดศักดิ์สิทธิ์ หน้าตาเหมือนสิงโตจีน บารองเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ต่อสู้กับแม่มดชั่วร้ายตามตำนานของคนบาหลีครับ

นับเป็นอีกสถานที่ ที่ประทับใจครับ สวยจริงๆ ติดอยู่อย่างเดียวอากาศร้อนมาก

จาก Pura Taman Ayun เราขับรถมมาอีกประมาณ 1 ชม. ก็ถึงวัดชื่อดังอีกวัดที่ต้องมา

Pura Tanah Lot

Pura Tanah Lot หรือ วัดทานาห์ลอต (Tanah Lot แปลว่าแผ่นดินที่อยู่ในทะเล) เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนชายหาดริมทะเล 1 ใน 7 ของเกาะบาหลี เรียกได้ว่ายื่นลงไปในทะเลเลยทีเดียว ส่วนใหญ่แนะนำให้มาชมพระอาทิตย์ตกที่วัดนี้ แต่เนื่องด้วยแผนการเที่ยวเราไม่เอื้ออำนวย จึงมาชมตอนแดดจ้าครับ ค่าเข้าชม 60000 รูเปียห์ (138 บาท)

สร้างโดยนักบวชฮินดู ชื่อว่า ดัง ฮยัง นิราร์ธา ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าและปีศาจแห่งท้องทะเล

ลักษณะการสร้างบนโขดหินคล้ายเกาะเล็กๆ เวลาน้ำขึ้น จึงดูเหมือนวัดอยู่กลางทะเลเวลาน้ำขึ้น พอน้ำลดจะพบกับเนินหินและลานหินยื่นออกไปในทะเล สามารถเดินเท้าไปยังวัดได้อย่างสบายๆ

เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชาวบาหลีให้ความเคารพบูชาอย่างมาก มีทิวทัศน์และบรรยากาศที่สวยงาม และด้านนอกก็เป็นตลาดขายสินค้าพื้นเมือง มีร้านอาหารอร่อยๆ เยอะมากเลยครับ

Local food ของเด็ดของที่นี่ รู้สึกจะชื่อเมนูว่า “สะเต๊ะ”

ถ้าเราเดินมาทางขวาเราจะเจอ มุมมหาชนอีกมุม เป็นส่วนของวัดที่ตั้งบนหน้าผาที่ยื่นออกไปในทะเลอีกแห่งหนึ่ง ด้านล่างของหน้าผาเป็นช่องขนาดใหญ่ที่เกิดจากการกัดเซาะตามธรรมชาติ ด้านล่างนี่ห้ามลงไปครับ

ตกบ่ายเราไปนั่งชิลล์ที่ ชายหาด Bota Barong

ที่นี่เป็นจุดที่มีให้เช่า Surfboard พร้อมครูสอนหลายเจ้ามากๆ แถมคลื่นยังแรงกำลังดี มาบาหลีทั้งทีก็ขอเล่นหน่อยครับ จะบอกว่าการเล่นSurf มันเหนื่อยมากๆ คือซ้อมแค่ 10 นาที ลงเล่นเลย และเล่นไม่ให้หยุดพัก เอาให้คุ้มกับเวลา 1 ชม. เป็นประสบการณ์ครั้งนึงในชีวิตนะครับ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เล่นเสร็จก็พระอาทิตย์ตกพอดี

สนนราคาอยู่ที่ 350,000 IDR เล่นเอาพอสนุกๆครับ ระดับBeginner

ขากลับเข้าตัวเมืองDenpasar ถนนรถติดมากๆ เผื่อวลาเยอะๆนะครับ กลัวจะตกเครื่อง คืนนี้ฝันดีครับ

ก็คงหมดเท่านี้สำหรับทริปนี้ นับเป็นทริปแบบไม่ใช้วันลาที่น่าสนใจนะครับ เพราะ

  • อยู่ใกล้ไทย ทำให้ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ได้เที่ยวเยอะในเวลาอันจำกัด
  • งบประมาณค่อนข้างถูก รวมทั้งทริป ซึ่งรวมค่าเครื่องด้วยแล้วก็ไม่เกิน 20000 บาท/คน (ค่าเครื่องช่วงสงกรานต์สูงกว่าปรกติบ้าง ช่วงอื่นยิ่งประหยัดกว่านี้)
  • มีหลายกิจกรรมให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการมาชมบุโรพุทโธ หรือสถาปัตยกรรมอื่นๆ เล่นเซิร์ฟ พักผ่อนริมหาด อาบน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ และที่พักที่เหมือนเป็นแหล่งท่องเที่ยวในตัว

หากเห็นว่าข้อมูลดี มีประโยชน์ ช่วยกด like แฟนเพจเฟซบุ๊คเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ
❤️

ชื่อเพจ
Travel together – เที่ยวด้วยกันหมอฟันรีวิว
หรือตามลิงค์ไปได้เลยครับ

 

12 COMMENTS

  1. Ahaa, its nice dialogue about this post at this place at this blog, I have read all that, so at this time me also commenting here. Cynthea Matthaeus Jilli

  2. Thank you for the sensible critique. Me and my neighbor were just preparing to do some research on this. We got a grab a book from our area library but I think I learned more clear from this post. I am very glad to see such wonderful information being shared freely out there. Carey Eben Cassiani

  3. Heya i am for the first time here. I came across this board and I find It truly useful & it helped me out much. I hope to give something back and aid others like you helped me. Galina Cirilo Leora

  4. I feel this is among the so much vital information for me. And i am glad studying your article. However should commentary on some general things, The site taste is wonderful, the articles is truly nice : D. Good activity, cheers| Rozina Linn Bone

  5. So in your price list/sheet, tell the customer what to limit is. A deeper look will indicate taken into consideration they is. That is the percentage you add to the base total of delivery. Lisbeth Clay Gilemette

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here