“See Pagan and live, See Angkor Wat and die”
การได้เห็นพุกามย่อมมีชีวิตเป็นอมตะ การได้เห็นนครวัดย่อมนอนตายตาหลับ
คำกล่าวนี้เป็นคำพูดที่มีความหมายลึกซึ้งมาก เป็นจุดเริ่มต้นของทริปสองหม่อง จขกท.ก่อนหน้าเคยไปเที่ยวย่างกุ้งมาแล้วประทับใจมาก ตอนที่เห็นพระราชวังบุเรงนอง ที่จำลองมาจากพระราชวังมัณฑะเลย์ก็ยิ่งทำให้อยากมาเที่ยวเมืองมัณฑะเลย์สักครั้ง อีกทั้งอยากจะมาไหว้ 5 มหาบูชาสถานที่อยู่โซนมัณฑะเลย์และพุกามด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ ทุ่งทะเลเจดีย์ที่พุกาม อาณาจักรเก่าแก่ของพม่า ที่สร้างด้วยความศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนา

 

แผนการเที่ยวของเรา ออกเดินทางวันที่15-19 ก.พ. 2562

Day1 : Bangkok-Mandalay 

ทริปนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Baangkok airway Flight  PG713 (17.00-18.25) โดยเวลาที่พม่าจะช้ากว่าที่ไทยเรา ครึ่งชม.ครับ
ลงจากเครื่อง ผ่านตม. รับกระเป๋า ใช้เวลาไม่นานครับ อย่าเพิ่งรีบออกจากสนามบิน
ข้อควรรู้ก่อนไปพม่า: ค่าเงินและค่าครองชีพ พม่าใช้สกุลเงิน จ๊าตพม่า(MMK)  โดย 1,000 จ๊าต เท่ากับประมาณ 20.5 บาท เวลาซื้อของลองเทียบดูครับ แนะนำว่าแลกเป็นดอลลาห์ที่ไทย แล้วไปแลกเงินจ๊าตที่สนามบินมัณฑะเลย์ ก็ได้ครับ แต่บางที่ซื้อของก็รับเงินไทย แล้วแต่สะดวกเลยครับ
ข้อควรรู้ก่อนไปพม่า: internet sim card
เดินออกมาจากประตูขาเข้า มองซ้ายเลยครับค่ายสีแดง เครือข่าย Ooredoo สัญญาณ 3G / 4G แรงชัดทั่วพม่าเลย จขกท.ยืนยัน อยากได้แพคเกจอย่างไรลองเลือกตามรูปได้เลยครับ
ข้อควรรู้ก่อนไปพม่า: การเดินทางเข้าเมืองมัณฑะเลย์
สำหรับคนที่ไม่มีรถรร.มารับ จะทำยังไงดีไม่ต้องกลัวเลยครับ เดินออกมาจะเจอเคาน์เตอร์ รถบัสเข้าเมืองสีฟ้า เข้าไปบอกเลยว่าเราพักรร.ไหน เค้าจะไปส่งถึงที่ สนนราคา 4,000 จ๊าต สะดวกและถูกมากๆ จนท.อัธยาศัยดีมาก เห็นเราถ่ายรูป ทำท่าไหว้บอกสวัสดีครับ ออกมานอกสนามบินเค้าบอก Blue car ไม่มีหลงขึ้นผิดคันแน่นอน
รถออกตรงเวลาครับ เท่าที่สังเกตมีแต่พนักงานที่ทำงานที่สนามบิน เดินทางกลับบ้าน ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวอย่างเราๆขึ้นเลย บางที่ส่วนใหญ่มากับทัวร์ก็เป็นได้ ใช้เวลาเดินทางเข้าเมือง 45 นาที ก็ถึงโรงแรมที่พักของเราแล้วครับ
ที่พักคืนแรกของเรา เป็น Hostel ที่มีชื่อเสียงและมีหลายสาขาที่พม่า Otello bello Mandalay ห้องพักดีและราคาไม่แพง ฝรั่งนักท่องเที่ยวเยอะมาก ข้างบนมี Rooftop bar สำหรับคนอยากชิลล์นั่งจิบเบียร์ คอกเทล พบปะเพื่อนใหม่แนะนำเลยครับ เรามาถึงหิวมากขอฝากท้องที่นี้และพักผ่อนเอาแรง พรุ่งนี้ต้องตื่นเเต่เช้าไป พุกาม ครับ
มามัณฑะเลย์ต้องลองอาหารพม่า ในรูปขวาล่างเป็น สลัดพม่า รสชาติดีเลยครับทางคู่กับ Dagon beer สุดยอดด
ข้อควรรู้ก่อนไปพม่า: การเดินทางจากมัณฑะเลย์ไปพุกาม
การจะไปพุกาม มีหลายเส้นทางครับ ตั้งแต่นั่งเครื่องบินภายในประเทศ นั่งรถไฟ นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำอิระวดี และนั่งรถบัส โดยเส้นทางที่สะดวก ประหยัดเงินและเวลา คือ รถบัส โดยใช้เวลาประมาณ 5 ชม. โดยสามารถจองตั๋วล่วงหน้าที่ https://myanmarbusticket.com
ลือกวันเวลาที่สะดวกได้เลย เราเลือกรอบเช้า 06.30 น. ของ OK Bus
OK Bus จะส่งรถสองแถวมารับเราที่รร. และไปรวมกันที่ขนส่งใหญ่อีกที พอคนครบก็ออกเดินทาง ระหว่างทางที่ไปพุกาม รถบัสก็จอดรถรับผู้โดยสารรายทางไปเรื่อยๆ จนต้องมีเก้าอี้เสริม

ถนนหนทาง พอออกไปนอกเมืองก็เป็นถนนลาดยางเลนเดียสวนกัน อาศัยประสบการณ์ของคนขับ ลุ้นดีครับ แนะนำทานยาแก้เมารถและหลับไปเลย
เดินทางไปได้ 3 ชม.กว่าถึงจุดแวะพักรถ ที่เมือง Myingyan แวะทานข้าว เข้าห้องน้ำ สำหรับเราไม่กล้าทาoอาหารพม่า ก็หาขนมกินเล่นไปครับ

 

เรามาถึงพุกาม ประมาณ 12.00 น. โดยรถจะมาส่งที่ขนส่งนอกเมือง สามารถเดินทางเข้าที่พักโดยรถสองแถว ราคาก็ประมาณ 8,000-9,000 จ๊าต แต่เราได้นัดTuk-Tuk ที่ติดต่อไว้มารับครับ

Day2 :Bagan

เมืองพุกามโบราณ ปัจจุบันตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำอิระวดี ในเขตการปกครองของมณฑลมัณฑะเลย์ พุกาม เป็นการเรียกแบบไทย ชาวพม่าปัจจุบันเรียก บะกัน(Bagan) สมัยอังกฤษเรียก พะกัน(Pagan)

พุกามเป็นราชธานีแห่งแรกของชาวพม่า เมือพ.ศ.๑๕๘๗-๑๘๓๐ รวมระยะเวลาที่เป็นราชธานี ๒๔๒ ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครอง ๑๑ พระองค์

พุกามเป็นราชธานีที่รุ่งเรืองสุดของชาวพม่า เพราะได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นเจดีย์ วิหาร และตัวอาคารที่มีมากกว่า ๔,๐๐๐ แห่ง แสดงถึงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก

เหตุที่โบราณสถานในเมืองพุกามยังหลงเหลืออยู่มาก อาจเนื่องมาจาก
1. อากาศที่แห้งแล้งของพุกามมีส่วนในการรักษาสภาพโบราณสถานของพุกามได้ดีกว่าอากาศที่ร้อนชื้น
2.คนพม่าดูแลและหวงแหนโบราณสถานไว้อย่างดี
3.รัฐบาลพม่าอาจริงกับบุคคลที่บุกรุกและทำลายโบราณสถาน

Exotic Bagan คือคำที่เหมาะสมที่สุด สักครั้งในชีวิตควรมาเห็นทุ่งเจดีย์ที่พุกาม ครับ

แพลนเที่ยว เจดีย์พุกามวันนี้ครับ
– Shwezigon Pagoda
– Shwe Leil too Temple
– Htilominlo Temple
– Ananda Temple
-Thatbyinnyu Pagoda
– Shwesandaw Pagoda
– Sunset Brick Monastery

๑.Shwezigon Pagoda พระธาตุชเวซิกอง เจดีย์สำคัญเก่าแก่ที่สุดและเป็นต้นแบบเจดีย์ของพม่า
ในภาษาพม่า ชเวแปลว่า ทอง ซิกองแปลว่า มัดไว้ รวมแปลว่า ทองที่มัดไว้

ตามตำนาน พระเจ้าอนิรุทธ์เป็นผู้ให้สร้าง โดยได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานบนช้างเผือก ช้างเผือกหยุดที่ใดก็สร้างเจดีย์ขึ้นตรงนี้นั่นเอง

ปัจจุบันพระเจดีย์ชเวซิกอง ถือเป็นหนึ่งในห้า มหาบูชาสถานที่สำคัญสูงสุดของชาวพม่า

Tips: เราสามารถซื้อดอกไม้และทองมาปิดที่พระพุทธรูปองค์นี้ได้เลย อย่างเสียค่าโง่เหมือนเราสองคน เราซื้อกันแค่1 ชุด(1,000 Ks) แต่ไม่รู้จะไปแปะตรงไหน เลยไปถามแม่ค้า นางก็พามาแปะที่นี่ แต่แปะไปทั้งหมด 5 อัน โดยที่เราไม่ทันจะบอก แกะให้แปะจนเพลิน ต้องจ่ายเพิ่มไปอีก 4 ชุด นางบอก

สำหรับ พ่อแม่ พี่น้อง อดไม่ได้จะขอถ่ายรูป

๒.Shwe Leil too Temple

วัดนี้เป็นวัดเล็กๆ ไม่มีประวัติอะไรมากนัก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะพม่าทั้งสี่ทิศ

๓. Htilominlo Temple วิหารติโลมินโล
ตำนานเล่าว่า พระเจ้าติโลมินโล กษัตริย์ลำดับที่ ๘ ในราชวงศ์พุกาม เป็นผู้สร้างวิหารนี้ และอธิบายคำว่า ติโลมินโล ที่แปลว่า ฉัตรโน้มลงให้ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อพระราชบิดาของพระองค์ ต้องการแต่งตั้งโอรสทั้งห้าพระองค์เป็นรัชทายาท ทั้งหมดถูกให้ยืนเรียงกัน จากนั้นเสี่ยงทายนำเศวตฉัตรมาตั้งแล้วอธิษฐาน ถ้าเศวตฉัตรโน้มลงให้ใครผู้นั้นจะได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ปรากฏว่าเศวตฉัตรได้โน้มเอียงไปที่พระเจ้า ติโลมินโล ผู้เป็นโอรสองค์สุดท้อง พระองค์ก็ได้ขึ้นครองราชย์ และทรงสร้างวัดบนสถานที่กระทำการเสี่ยงทายนั่นเอง
เจดีย์ติโลมินโลนี้เป็นวัดที่สร้างแบบก่ออิฐถือปูน ภายในวิหารมีช่องบันได เดินขึ้นสู่ระเบียงชั้นบนได้  และวิหารแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวิหารองค์สุดท้ายที่มีการสร้างในแบบสถาปัตยกรรมพุกามครับ  ภายในวิหารมีพระพุทธรูป 4 องค์ที่ชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองของวิหาร ภายในมีช่องแสงที่เมื่อส่องกระทบพระพุทธรูปแล้วงดงามมากมาย
ตอนนี้ยอดเจดีย์ได้รับการบูรณะจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อปี2559 ทำให้เจดีย์หลายแห่งพังทลายไป
๔. Ananda Temple อนันทเจดีย์
วัดอนันดาแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนภูเขา นันทมูล (Nandamula) บนเทือกเขาหิมาลัย อันเนื่องมาจากการจาริกแสวงบุญมายังดินแดนพุกามของพระอรหันต์ 8 รูป
เจดีย์อนันดานี้ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเพชรเม็ดงามแห่งสถาปัตย์ของพุกามอีกด้วย  เพราะถือว่าเป็นสุดยอดพุทธศิลป์สกุลพุกาม   ตัววิหารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ใหญ่โตสง่างาม  มีมุขเด็จยื่นออกไปทั้งสี่ด้าน  หากดูตามผังลักษณะจะเหมือนกับไม้กางเขนแบบกรีก  ภายในวิหารมีพระพุทธรูปยืนที่แกะสลักด้วยไม้สัก  ประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ทิศ
๕. Thatbyinnyu Pagoda วิหารสัพพัญญู เป็นวิหารที่สูงที่สุดในพุกาม แต่ได้รับการบูรณะใหม่ จึงไม่มีลวดลายของเดิมให้ดูมากนัก
แนะนำถ่ายรูปจากภายนอก เพราะข้างในไม่ได้มีอะไรให้ชมมาก
๖. Shwesandaw Pagoda เจดีย์ชเวสันดอร์
เป็นเจดีย์ไม่กี่แห่งที่ปีนขึ้นไปได้ แต่ตอนนี้ปิดชั่วคราวนะครับ
เจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ที่มีอำนาจมากพระองค์หนึ่งแห่งอาณาจักรพุกาม นั่นคือพระเจ้าอนิรุท์  นอกจากเจดีย์แห่งนี้จะเป็นที่บรรจุของพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าแล้ว  ก็ยังมีรูปปั้นเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดูตั้งอยู่บริเวณลานของวิหาร  จึงมีชื่อเรียกแบบฮินดูว่าเจดีย์กาเนซา (Ganesha  Pagoda)
เจดีย์ชเวสันดอกนี้ยังเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการชมทุ่งเจดีย์อีกแห่งหนึ่งของพุกามเมื่อยามอาทิตย์ขึ้์นและตก จะได้เห็นภาพหมู่เจดีย์สุดลูกหูลูกตา  ที่ต้องแสงสีแดงอ่อนแห่งยามเย็นและยามเช้าอย่างงดงาม
Sunset Brick Monastery ตรงวิหารนี้ไม่ทราบชื่อครับ ตุ๊กๆพามา มานั่งหาในแผนที่อีกทีครับ
ปักหมุดไว้ให้ครับ https://goo.gl/maps/5bDvXmY8rEU2
วิหารตรงนี้ สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก ได้เลย คนไม่เยอะมากและไม่ต้องปีนป่ายตามเจดีย์ จะมีบันไดแคบๆพาขึ้นไปด้านบน
ตอนเรามามหาชนมาจับจองพื้นที่รอชม อาทิตย์อัสดงเต็มไปหมดเลยครับ มาพุกามต้องมาชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงครับ
ตกเย็นเราให้ตุ๊กๆ พากลับโรงแรมครับ
ฺBagan Thande Hotel โรงแรมนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดี โซนOld Bagan เป็นส่วนตัว น่าพักมากๆครับ
ห้องอาหารกลางแจ้ง ริมแม่น้ำอิระวดี อากาศเย็นสบาย อาหารอร่อยใช้ได้ครับ
มีโชว์หุ่นกระบอกพม่า สนุกดีครับแต่ฟังไม่ออก แต่มีหุ่นแสดงหลายตัว เพลินๆดีครับ
Day3: Bagan-Mandalay
วันนี้ตื่นแต่เช้า นัดกับตุ๊กๆ เวลา 05.45 น. เราจะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกัน
เรามาชมพระอาทิตย์ขึ้นกันที่วิหารเดิมครับ ปักหมุดให้แล้ว เช็คเวลาพระอาทิตย์ขึ้นประมาณ 06.20 น. และรอชมวิวบอลลูน ที่จะเรื่มปล่อยประมาณ 06.30 น. ตื่นเต้นมากครับ ผมอยากขึ้นบอลลูนที่พุกาม แต่สู้ราคาไม่ไหว เคยขึ้นที่อียิปต์ทำไมราคาถูกกว่าครึ่งๆเลย
พอบอลลูนถูกปล่อย ทุกคนก็ตื่นเต้นส่งเสียงฮือฮากันใหญ่ ถึงตรงนี้เรายังไม่ฟิน เลยให้คนขับรถพาไปเนินลับ ที่เห็นบอลลูนเด็ดๆ
ก่อนจะไปจากวิหาร ดันไปถามสาวพม่านั่งขายของที่ระลึกว่า “เบื่อมั้ยเห็นบอลลูนทุกวัน”
นางตอบว่า”เบื่อๆ ชินแล้ว” แล้วนางเสนอขายฆ้องพม่า เธอบอกว่า”ขายไม่ดีเลย”
เราคิดจะขายดีได้ไง นี่มันเช้าอยู่เลย สงสารปนขำๆ เลยช่วยอุดหนุนนางมา หนึ่งอันเล็กๆ และขอให้นุ่งโสร่งให้
ใครไปที่วิหารนี้ เจอนางฝากทักทายด้วยครับ
Tips: Secret place: เนินลับ สำหรับชมบอลลูนแบบexclusive
อยากบอกว่า เนินนี้ผู้คนไม่เยอะ ชมบอลลูนแบบใกล้ๆ สวยสะใจไปเลยครับ
ปักหมุดให้ครับเผื่อใครสนใจ https://www.google.co.th/maps/@21.1821232,94.8699744,90m/data=!3m1!1e3?hl=th
วัดที่เห็นคือ U sauk Pan Hpaya Pagoda ครับ คิดว่าตรงนี้คือจุดลงของบอลลูนนะครับ
07.30 ขอตัวกลับโรงแรมทานอาหารเช้า พักผ่อนเอาแรงก่อนครับ เรามีเที่ยวต่อเกือบทั้งวัน และนั่งรถบัสกลับมัณฑะเลย์ตอน 16.00 น.
Morning ยามเช้า ริมแม่น้ำอิระวดี
ซึ่งชาวพม่าเรียกว่า “เอยาวดี” แปลว่า “มหานที” นั้น ทั้งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำหล่อเลี้ยงชีวิตและอู่อารยธรรมหล่อเลี้ยงนับพันปี มีต้นกำเนิดมาจากขุนเขาในรัฐกะฉิ่น ทางตอนเหนือสุดของพม่าไหลผ่านใจกลางพม่าไปออกทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ที่เขตอิรวดีใกล้กรุงย่างกุ้ง คิดเป็นระยะทางรวม 2,170 กิโลเมตร
แม่น้ำอิระวดี นี่กว้างใหญ่มาก มีเกาะแก่งมากมาย ใครสนใล่องเรือชมความงามของแม่น้ำอิรวดีมีหลายจุด สามารถเริ่มจากเมืองมัณฑะเลย์ได้เลยครับ ขนาดหน้าหนาวยังมีน้ำมากขนาดนี้ ไม่ต้องคิดถึงหน้าฝน ฤดูน้ำหลากคงเต็มตลิ่งขึ้นมาด้านบนเกือบที่ทานข้าวโรงแรมเลย
10.00 เรานัดตุ๊กๆ ออกเที่ยวกันต่อเลยครับ  ที่แรกด้านหน้ารร.ของเรา
Bagan archaeological museum พิพิธภัณฑ์โบราณคดีพุกาม
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอาณาจักรพุกามเอาไว้อย่างละเอียด
ค่าเข้าชม 5000 จ๊าต
กล้องถ่ายภาพ และกระเป๋าขนาดใหญ่จะต้องฝากไว้ที่ตู้ล็อคเกอร์ ขอกุญแจจากพนักงานต้อนรับ ค่าฝากของในล็อกเกอร์ฟรี
เวลาทำการ 08:00 – 16:30 น.
เข้ามาด้านในโถงกลางกว้างมาก จัดวางรูปปั้น เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ที่ไคโรเลยครับ ภาพตรงกลางเป็นภาพวาดทุ่งเจดีย์ของพุกาม วาดได้ละเอียดและสวยมาก คนพม่ามาเที่ยวต้องมาถ่ายกับรูปนี้กันเกือบทุกคน
พระเจ้าอโนรธามังช่อ หรือ พระเจ้าอโนรธา (อังกฤษ: Anawrahta Minsaw, Anawrahta, พม่า: အနိရုဒ္ဓ) (พ.ศ. 1587-พ.ศ. 1620) ปฐมกษัตริย์พม่าแห่งราชวงศ์พุกามผู้ก่อตั้งอาณาจักรพุกาม พระองค์คือกษัตริย์พม่าพระองค์แรกที่สร้างความปึกแผ่นแก่พม่า ทรงรวบรวมแว่นแคว้นต่าง ๆ ขึ้นเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งยังทรงสถาปนาพระพุทธศาสนาให้สถิตย์อยู่ในพม่าตราบจนทุกวันนี้ด้วย
ตรงนี้จัดแสดงรูปแบบทรงผม ที่พบในราชสำนัก จะบอกว่ามีความหลากหลาย พิศดาร มีชื่อเฉพาะแต่ละทรง คือเก๋มากในสมัยนั้น
ใช้เวลาเดินชมเพลิน 1-1.5ชม. ก็เต็มที่แล้วครับ แนะนำสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ของอาณาจักรพุกาม จัดแสดงได้ดีพอสมควรเลยครับ
Gaw daw palin phaya วิหารกอว์ดอว์ปะลิน
วิหารนี้สร้างโดยพระเจ้านรปติสิทธู เมื่อสร้างเสร็จได้รับความทุกข์ใจอย่างมากเมื่อสาธุคุณปันธุกู ได้ตำหนิและกล่าวว่าเป็นความผิดพลาด ที่พระเจ้านรปติสิทธูสร้างวิหารสุลามณี ซึ่งท่านได้เดินทางไปจำพรรษาที่ลังกาด้วยความโกรธ พระเจ้านรปติสิทธูได้สร้างบัลลังก์ให้ท่านเพื่อแสดงความเคารพ และที่ตั้งของบัลลังก์คือที่ตั้งวัดนี้เองครับ
พระประธานวิหารกอว์ดอว์ปะลิน
Bupaya temple เจดีย์บูปะยา
เจดีย์บูปะยาตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดี สันนิษฐานกันว่าเจดีย์แห่งนี้สร้างเพื่อเป็นจุดสนใจให้คนเดินทางมาสังเกต เจดีย์มีรูปร่างกลมๆคล้ายขวดโหล
คล้ายน้ำเต้า สัณนิษฐานว่าสร้างก่อนสมัยพุกาม ที่เห็นนี่บูรณะขึ้นมาใหม่ครับ
จากเจดีย์เราสามารถชมวิวริมแม่น้ำอิระวดี กว้างใหญ่สมกับเป็นมหานทีของพม่าครับ
เบื่อเจดีย์ยังครับ ยังมีอีกเยอะเลย ><“
Maha Bodhi Zedi มหาโพธิ์เจดีย์ สถาปัตยกรรมหนึ่งในสามแห่งที่เกี่ยวข้องกับพุทธคยา
Shwe gu gyi temple เจดีย์เชวกูจี
“Shewgugyi” ในภาษาพม่าหมายถึง “the golden cave” หรือถ้ำทอง ตั้งอยู่ด้านหน้าของพระราชวังเดิม (ซึ่งถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดในปี ค.ศ. 1225) จึงมักจะรู้จักกันในชื่อ “Nandaw Oo Paya” หมายความว่า วัดที่ตั้งอยู่หน้าพระราชวัง
วิหารแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าอลองสินธู ในปี ค.ศ. 1140 ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า มีการก่ออิฐเป็นแท่งอย่างสูงถึง 12 ฟุตจากพื้นดิน เพื่อแสดงถึงพลังแห่งธรรมะ ซึ่งต่อมาได้เป็นฐานในการสร้างวิหารแห่งนี้
บรรยากาศภายในร่มรื่น มีวิวถ่ายรูปสวยๆเยอะครับ
Sula Mani วิหารสุลามณี โครงสร้างสถาปัตยกรรมภายนอกที่สูงโปร่ง มีลวดลายปูนปั้นเหลือดีที่สุด และมีภาพจิตรกรรมสามสมัย
สร้างโดยพระเจ้านรปสิทธู มีเรื่องเล่าว่าท่านกำลังเสด็จไปไหว้พระเจดีย์ที่เขาตูรินตวง ท่านมองเห็นแสงสะท้อนขึ้นมาจากพื้นดินตรงที่ตั้งวัด จึงให้ทหารมาค้นหาที่มาของลำแสงพบว่ามาจากทับทิม พระองค์จึงให้สร้างวิหารบนตำแหน่งที่พบทับทิมนี้
สุลา มาจาก สุเล แปลว่า จุล มณี คือแก้ว รวมแล้วแปลว่า แก้วดวงเล็ก
ภาพจิตรกรรมพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นจิตรกรรมสมัยพุกาม
ภายในจะพบภาพจิตรกรรมพระพุทธรูปมากมาย จะพบการใช้สีและฝีมือช่างสมัยโบราณ นั้นละเอียด สวยงาม
Dhammayangyi วิหารธรรมยางยี
ธรรมยางยี แปลว่า ธรรมอันยิ่งใหญ่
วิหารแห่งนี้สร้างโดยพระนรถู ตามประวัติว่าเป็นกษัตริย์ที่ใจคอโหดเหี้ยม ก่อนขึ้นครองราชย์ได้ทำการปิตุฆาตพระบิดาคือพระเจ้าอลองสิทธู
ระหว่างก่อสร้าง พระองค์จะเสด็จมาตรวจงานทุกวันจะทรงถือเข็ม ถ้าตรวจพบว่าตรงใดก่อิฐแล้วเป็นโพรงหรือรูนาดให้เข็มสอดได้ พระองค์จะจับช่างที่ก่อนั่งไฟตัดมือ โหดมาก
วิหารธรรมยางยี เป็นวิหารที่ใหญ่โตมาก มีคนกล่าวว่า การออกแบบ การสร้างคล้ายพีระมิดแห่งกีซ่า เราลองเปรียบเทียบกันแล้วคล้ายมากครับ
เพราะการสร้างเป็นเทคนิคขั้นสูงในการวางอิฐ ที่เรียบมากๆแทบจะไม่เห็นรอยต่อของอิฐเลย ที่สำคัญเข็มยังสอดไม่ได้เลยครับ และด้วยความที่ออกแบบการสร้างมาอย่างดี ทำให้วิหารนี้แข็งแรงรอดพ้นจากแผ่นดินไหวมาได้ครับ
มองจากภายนอก รู้สึกทึ่งกับวิหาร ความยิ่งใหญ่ การออกแบบบ สวยงามสมกับเป็น The Pyramid of Bagan
16.00 นั่งรถกลับ มัณฑะเลย์ครับ ใช้รถเจ้าเดิม OK Bus 16.00-21.00 น.
แนะนำคนขับรถตุ๊กๆ ที่พุกาม อัธยาศัยดีและสุภาพ พาไปทุกที่ ที่เราสนใจ สามารถแนะนำสถานที่ได้
ติดต่อFb: AK KoAung ทัก in box ได้เลย
และเจอกันต่อที่มัณฑะเลย์ครับ เพลียมาก 5ชม.
18.30 น. รถบัสจะแวะพัก 20 นาทีครับ เราเริ่มหิวอาศัยมาม่าคัพ ที่จุดแวะพักขาย สบายใจกว่า
21.00 น. ถึงรร.ที่พัก รถบัสมาส่งถึงหน้ารร. คืนนี้เราพักที่  Bagan king hotel โรงแรมชื่อพุกามแต่อยู่ที่มัณฑะเลย์
โรงแรมตกแต่งแบบเก่า ศิลปะพม่า ย้อนเวลากลับไปยุคสมัยมัณฑะเลย์เป็นราชธานีเลยครับ
คืนนี้ขอจิบเบียร์มัณฑะเลย์ พักผ่อน แล้วลุยต่อพรุ่งนี้ครับ
Day3: Mandalay (Mingun-Sagaing-Inwa-Amarapura)
มิงกะลาบา มัณฑะเลย์ เช้านี้เรามีนัด 09.00 กับตุ๊กๆ อีกเช่นกัน
เรานัดให้มาเจอกับร้านกาแฟ ใกล้ที่พัก เดินไปนิดเดียว
ร้านชื่อ Goffee Coffee จากภายนอกร้านนึกว่าอยู่เชียงใหม่นะเนี่ย
กาแฟมีหลากหลาย และมีขนมปังให้บริการด้วย ใครมามัณฑะเลย์ห้ามพลาดครับ
FB:Thaw Tar Aung
Tuk Tuk คนนี้มีเพื่อนแนะนำมาคนนี้มา บริการดีอีกเช่นกัน ภาษาอังกฤษดี ให้ความรู้ในแต่ละสถานที่กับเราได้ ให้คำแนะนำที่ท่องเที่ยวดีทีเดียวครับ
แผนที่เที่ยววันนี้ครับ
outside citys : Min Gun/Sagaing/AVA/Amarapuya(Ubein bridge sunset or sunrise) ราคา 45000 kyats
พาหนะนำเที่ยววันนี้ครับ เริ่มออกจากเมืองมัณฑะเลย์มาเรื่อยๆ อากาศเย็นสบาย 25 องศา
Mr.Aung พามาแวะชมร้านทำเครื่องไม้ ของแกะสลักจากไม้ พวกหุ่นกระบอก หุ่นตั้งโชว์ ก็ดูเพลินๆ ไม่ซื้อไม่เป็นไร ถ่ายรูปได้ครับ
จากนั้นไปต่อร้านที่2 คือร้านทอผ้านุ่งคนพม่าที่เรียกว่า Longyi ร้านนี้เป็นร้านดังครับ การปักปราณีต งานพวกนี้เป็นงานทอมือผืนนึงใช่เวลา 1 เดือน ราคาค่อนข้างสูง
The Lady ที่ใครๆรู้จักก็จะใส่ Longyi ตลอดเป็นความภูมิใจของคนพม่า Longyi ก็มีหลายแบบ แล้วแต่ครับ
เราก็ไปอุดหนุนมาด้วย สนนราคาไม่แพงมากประมาณ 250 บาทครับ
Mr.Aung พาเราออกนอกเมืองไปเรื่อยจนไปเจอสะพานข้ามแม้น้ำอิระวดี เราแวะถ่ายรูปความสวยงามของเจดีย์บนเขา ตัดกับสายน้ำมหานทีอิระวดี
Inwa Bridge สะพานอังวะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำอิรวดี เชื่อมระหว่างอมรปุระในเขตมัณฑะเลย์กับเขตสะกาย เป็นสะพานสร้างใหม่คู่ขนานกับสะพานทางรถไฟเดิม
เราข้ามสะพานอังวะ เข้าเขตเมืองสะกาย ลัดเลาะผ่านวัด ผ่านป่า ระยะทางไกลมากว่าจะถึงเมืองมิงกุน
เมืองมิงกุน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ขนาดไม่ได้ใหญ่โตมากนักบนริมฝั่งของเเม่น้ำอิระวดี โดยอยู่ห่างจากเมืองใหญ่อย่างมัณฑะเลย์ประมาณ 1 ชั่วโมงด้วยการเดินทางด้วยรถยนต์ โดยเมืองเเห่งนี้มีความสำคัญต่อราชวงศ์คองบองในอดีต ด้วยการเป็นเมืองที่เป็นเเหล่งรวมของช่างฝีมือหลากหลายเเขนงที่คอยรับใช้ราชสำนักจวบจนการล่มสลายของระบอบกษัตริย์พม่า เเละการเข้ามาครอบครองเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ก็ทำให้เมืองเเห่งนี้เป็นเเหล่งผลิตสินค้าหัตถกรรมต่างๆ ในเวลาต่อมา
Hsinbyume Paya เจดีย์ชินพิวเม
ได้มาเห็นกับตาแล้ว “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มแม่น้ำอิระวดี” สวยเกินจะบรรยาย
สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2359 โดยพระเจ้าบากะยีดอว์ พระราชนัดดาของพระเจ้าปดุง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักต่อพระมหาเทวีชินพิวเม ซึ่งถึงแก่พิราลัยก่อนเวลาอันควร
มุมถ่ายภาพในเจดีย์ มีเยอะมากครับ แล้วแต่เราจะคิดได้ อย่างตรงนี้เป็นทางเดินที่สามารถเดินเข้าไป นั่งตรงกำแพงถ่ายรูปได้ครับ
เจดีย์องค์นี้เป็นพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นด้วยหลักภูมิจักรวาล คือ มีองค์พระเจดีย์อยู่ตรงกลาง ณ ยอดเขาพระสุเมรุ ที่เชื่อกันว่าเป็นแกนกลางของจักรวาล ล้อมรอบด้วยขุนเขาและมหาสมุทรตามหลักไตรภูมิ
รูปสวยๆเหล่านี้จะไม่มีเลย ถ้าไม่ได้แกงค์เด็กน้อยชาวพม่า ที่คอยขายดอกไม้แถวนั้น มาช่วยถ่ายรูปหามุมสวยๆ เด็กที่นี่เก่งมาก เค้ารู้มุม รู้ว่าต้องปรับกล้องอย่างไร ไม่ต้องกลัวนะครับ เด็กๆไว้ใจได้ พอเสร็จงานก็ให้เงินตามแต่เราจะให้ครับ
Mingun Pahtodawgyi เจดีย์มิงกุน
เป็นเจดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นจากพระราชดำริของพระเจ้าปดุง ว่ากันว่าถ้าเจดีย์นี้สร้างเสร็จจะเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในสุวรรณภูมิ พระองค์ต้องการสร้างเจดีย์นี้ขึ้นเพื่อใช้ประดิษฐานพระทันตธาตุที่ได้มาจากพระเจ้ากรุงจีน แค่ส่วนฐานของเจดีย์ก็มีความใหญ่โตมากราวกับเป็นภูเขาอิฐขนาดย่อมๆ ถ้าหากเจดีย์นี้สร้างเสร็จตามแผนจะเป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุดในโลกคือ สูงถึง 152 เมตร แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าการสร้างเจดีย์มิงกุนนี้ต้องใช้งบประมาณและแรงงานคนมาก ทำให้พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคตไปก่อนที่เจดีย์จะสร้างเสร็จ หลังจากนั้นเกิดสงคราม เจดีย์จึงถูกทิ้งร้างตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และต่อมาธรรมชาติก็ยังสร้างรอยตำหนิไว้เป็นรอยร้าวที่เจดีย์อีกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
เศษซากของสิงห์คู่ นั่งมองแม่น้ำอิระวดี  หากยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์คงจะอลังการมาก
Mingun Bell ระฆังมิงกุน เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก พระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างจนสำเร็จ เพื่ออุทิศถวายแก่เจดีย์มิงกุน
ที่ยังสามารถตีให้มี เสียงดังกังวานได้ส่วนระฆังยักษ์ที่อยู่ที่พระราชวังเครมลินที่รัสเซียนั้น ถึงแม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าระฆังมิงกุน แต่ก็แตกร้าว ไม่สามารถใช้ตีได้อีกต่อไปแล้ว
จากเมืองมินกุน เรายังแวะเที่ยว วิหารไม้โบราณ แกะสลักสวยงามแต่ค่อนข้างเก่า ไม่ได้มีอะไรมากนัก
12.30 น.หิวมากๆเลย เรามาทานอาหารที่ Sagaing Hil Restaurant ร้านี้ทัวร์ลงเยอะ อาหารรสชาติโอเครครับ
ช่วงบ่าย เราเที่ยวกันต่อ… ขอเล่าประวัติศาสตร์สักนิดนึง
หลังจากอาณาจักรพุกามล่มสลายในปี ๑๘๓๐ พม่าก็แตกเป็นก๊กต่างๆ ใครรวบรวมผู้คนได้มากก็ตั้งตนเป็นกษัตริย์ เมืองต่างๆแทถบนี้ต่างเคยเป็นราชธานี มาก่อนครับ
เมืองสะกาย มีเจ้าเชื้อไทใหญ่นาม สอยุน ตั้งตนเป็นกษัตริย์อยู่ที่ที่เมืองสะกาย สะกายเป็นราชธานีได้ 59 ปี เกิดการแย่งชิงอำนาจกัน สุดท้ายเจ้าสะโดะมินพญา ได้ชัยชนะจึงข้ามฝากย้ายมาตั้งเมืองหลวงที่เมืองอังวะ ในเวลาต่อมา
เมืองอังวะ หรือรัตนปุระ เป็นราชธานีของพม่าอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่อาณาจักรพุกามล่มสลายมาจนถึงราชวงค์คองบอง เริ่มตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ที่ชาวพม่าหลบหนีมาจากเมืองพุกามมาตั้งมั่นที่อังวะและทิ้งร้างไป ต่อมาพวกไทใหญ่ได้เข้ามาครอบครองจนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 22   พระเจ้าบุเรงนองจะผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิพม่าในสมัยราชวงศ์ตองอู หลังจากนั้นมอญได้เข้ามายึดเมืองอังวะเป็นศูนย์กลางการปกครองพม่าตอนเหนือ จนกระทั้งเกิดการต่อต้านมอญโดย อ่องใจยะ ผู้ใหญ่บ้านแห่งมุตโชโบ ได้ขับไล่มอญออกไปและตั้งตนเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าอลองพญา ใช้เมืองชเวโบเป็นราชธานี
จนกระทั่งพระเจ้ามังระ ได้ย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่อังวะจนถึงปีพ.ศ.๒๓๒๕ พระเจ้าปดุงจึงย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองอมรปุระ เมื่อสิ้นพระเจ้าปดุง พระเจ้าจักกายแมงก็ทรงย้ายราชธานีกลับมาที่อังวะอีกครั้งนึง ท้ายสุดอังวะก็ถูกทิ้งร้าง
ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าอังวะเป็นเมืองหลวงเก่าที่สำคัญเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานมาก อย่างไรก็ตามในปี 1838 อังวะเจอแผ่นดินไหวทำให้เสียหายอย่างหนัก หลังจากนั้นก็ถูกทิ้งร้างไปเลย
ตั๋วราคา 10,000 จ๊าต เที่ยวชมในเขตมัณฑะเลย์ เก็บไว้ให้ดีๆนะครับ เค้าจะตรวจในแต่ละที่ ที่เราไปเที่ยวชม
ปัจจุบันอังวะกลายเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศเพราะเต็มไปด้วยโบราณสถานที่หลงเหลือจากสมัยที่ยังรุ่งโรจน์
Maha Aung Mye Bon San วัดมหาอองมเยบองซาน เป็นวิหารก่ออิฐถือปูนหลังคาชั้นซ้อนสมัยคองบอง
สร้างโดยพระนางนันมาดอว์เมนุ เพื่อถวายพระสังฆราชชะยาดออูโป เมื่อตอนที่อังวะกลับมาเป็นราชธานีอีกครั้งหนึ่ง
Yadana Hsemee Pagoda เจดีย์และวิหารยะดะนา
ตามหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่า ที่นี่คือ จุดแรกที่ชาวอยุธยามาอาศัยอยู่ และสร้างขึ้นมาเพื่อสักการะบูชาพุทธศาสนา โดยสังเกตจากลวดลายปูนปั้น เสาหินในโถงวิหาร ลักษณะพระพุทธรูป ซึ่งเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างอยุธยาและอังวะ
Bbagaya Kyaung วัดไม้สักบากะยา
เป็นอาคารที่สร้างจากไม้สักทั้งหลัง ประกอบด้วยเสาไม้สักทั้งหมด 267 ต้น
ถึงจุดนี้เราเริ่มเหนื่อยกับอังวะ แล้วครับเพราะตะลุยกันมาทั้งวัน Mr.Aung ยังเล่า สงคราม40ปี ระหว่างหงสากับอังวะ ว่างๆจะมาเล้าให้ฟังครับ
เมืองอังวะ เหลือโบราณสถานไม่มากเพราะถูกทิ้งร้างไปนาน ใช้เวลาไม่นานก็ชมหมดแล้วครับ
จากอังวะเราเข้าเมืองอมรปุระ เพื่อไปชมพระอาทิตย์ตกที่สะพานอูเบ็ง
จุดนี้คือคนเยอะมาก ทัวร์ลงแบบไม่มีที่จะเดิน
U Bieng Bridge สะพานอูเบ็ง สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่ริมทะเลสาบตองทามาน เชื่อมระหว่างเมืองอมรปุระกับเกาะ แต๊ะเตหยัว มีความยาว 1,450 เมตร
อูเบ็งเป็นชื่อของขุนนางที่รับราชการในสมัยพระเจ้าพุกามแมงราว
ผู้คนมากมาย มารอชมความงามพระอาทิตย์ตกที่นี่ เราสามารถเดินไปถึงข้างในของทะเลสาบได้ จะมีร้านอาหารเครื่องดื่ม พร้อมที่นั่ง ให้เรานั่งดิ่มเบียร์ รอชมพระอาทิตย์ตก บรรยากาศดีมาก
หรือจะเช่าเรือ นั่งเรือไปในทะเลสาบ หามุมถ่ายพระอาทิตย์ตก ก็ได้เหมือนกัน
อาทิตย์อัสดงได้เวลากลับแล้วครับ อากาศก็เริ่มเย็น นั่งตุ๊กๆกลับนี่หนาวเหมือนกันครับ
Day4
วันมาฆะบูชา ที่พม่าจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะที่ วัดมหามัยมุณี
พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปมีชีวิต
แม้ชาวพม่าส่วนใหญ่จะเชื่อว่า พระมหามัยมุนีสร้างมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่ตามประวัติและตำนานส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า พระมหามัยมุนีสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 688 โดยพระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์ชาวยะไข่แห่งเมืองธรรมวดี แคว้นยะไข่
พระเจ้าจันทสุริยะมีความศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างมาก ใฝ่ฝันว่าอยากกราบไหว้พระพุทธองค์ จึงทำการสร้างพระพุทธรูปเพื่อตัวแทนของพระองค์ขึ้น ซึ่งในการสร้างมีตำนานปลีกย่อยกว่าการสร้างพระพุทธรูปของบ้านเรา คือ เมื่อเททองหล่อไป 2 ครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งในครั้งที่ 3 จู่ๆ ก็มีบุคคลลึกลับที่เชื่อกันว่าเป็นเทวดาจำแลงมาเททองให้จนประสบความสำเร็จ เป็นพระพุทธรูปอันงดงามจนถึงปัจจุบัน
พระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปหล่อทองสำริด ปางมารวิชัยทรงเครื่อง หน้าตักกว้าง 9 ฟุต สูง 12 ฟุต ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ “วัดมหามัยมุนี” หรือชื่อแท้ดั้งเดิมคือ วัดปยกยี (Payagyi) ที่หมายถึงวัดยะไข่ เพราะเดิมพระมหามัยมุนีประดิษฐานอยู่ที่เมืองยะไข่
ด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความวิจิตรงดงามของท่าน ทำให้เป็นที่หมายปองของกษัตริย์พม่ามาหลายยุคหลายสมัย มีความพยายามที่จะย้ายท่านจากเมืองยะไข่มาสู่เมืองหลวงของตน แต่ไม่มีผู้ใดสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ออกมาจากเมืองยะไข่ได้ จนกระทั่งในสมัย “พระเจ้าปดุง” ถึงสามารถอัญเชิญพระมหามัยมุนีข้ามแม่น้ำอิรวดีมาประทับที่มัณฑะเลย์ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2327
เป็นที่น่าแปลกใจว่าถึงแม้ว่าพระมหามัยมุนีได้ถูกหล่อสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล แต่พิธีล้างพระพักตร์นั้นเริ่มขึ้นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1988 หรือเมื่อกว่า 26 ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยหลวงพ่อ Buddhanta Panya Vamsa และ Pitaka Kyaung อดีตเจ้าอาวาสและพระผู้ใหญ่ประจำวัด Htilin Monastery เป็นผู้ริเริ่มพิธีนี้ขึ้น
การล้างพระพักตร์ที่มีส่วนผสมของน้ำไม้จันทน์หอมและ “ทานาคา” สมุนไพรทำแป้งพม่าที่หลายคนคุ้นหูดี โดยขั้นตอนการล้างพระพักตร์จะล้างด้วยขันทอง 3 ครั้ง ขันเงิน 3 ครั้ง และขันธรรมดา 3 ครั้ง มีการแปรงพระโอษฐ์ (ริมฝีปาก) ที่เป็นดังการแปรงฟันให้ท่าน และมีการเช็ดหน้าที่มีคนนำผ้าเช็ดหน้ามาถวาย เช็ดวันหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 100 ผืน ซึ่งพิธีจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
ประเทศพม่าหรือเมียนมาร์ มี 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุด หรือ “เบญจมหาบูชาสถาน” ได้แก่
1. เจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง
2. พระธาตุอินทร์แขวน เมืองไจก์โถ่
3. เจดีย์ชเวมอดอร์ (เจดีย์มุเตา) เมืองหงสาวดี
4. เจดีย์ชเวซิกอง เมืองพุกาม
5. พระมหามัยมุนี เมืองมัณฑะเลย์
จะเห็นได้ว่าใน 5 สิ่ง มีเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นพระพุทธรูปคือ “พระมหามัยมุนี”
ผมประทับมากที่ได้มาเห็นพิธีการอันอันศักดิ์สิทธิ์ ร่วมถึงได้มากราบไหว้ขอพรจากพระมหามัยมุนี และตอนนี้เราได้มีโอกาสไปสักการะ 5 เบญจมหาบูชาสถาน ครบแล้วครับ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนได้ไปเที่ยวที่เมืองย่างกุ้ง ได้สักการะ ไหว้พระขอพรที่ เจดีย์ชเวดากอง พระธาตุอินทร์แขวน
เจดีย์ชเวมอดอร์
จากนั้นเราต้องไปไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ที่ Mandalay hill ขึ้นไปทางเหนือ หนทางคดเคี้ยว และอากาศหนาวมาก
Mandalay hill มัณฑะเลย์ฮิลล์
อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่สวยงาม และ ต้องมาให้ได้ ที่แห่งนี้อยู่บนภูเขามัณฑะเลย์ ประวัติคือ พระเจ้ามินดงทรงพระสุบินฝันว่า ได้ทรงช้างเผือกเชืองหนึ่งมาถึงเชิงเขามัณฑะเลย์ มีสตรีชือ มอและบา ลงมาจูงมือเดินขึ้นเขา พอถึงยอดเขามีบุรุษนามว่า ง๊ะสิน นำหญ้าหอมมาถวาย แล้วกล่าวว่าถ้านำไปเลี้ยงช้างเลี้ยงมาจะดี บ้านเมืองจะเจริญ พระองค์จึงสร้างเมืองที่เชิงเขามัณฑะเลย์ตั้งเป็นราชธานีใหม่ ตรงกับปีพ.ศ. ๒๔๐๐
เนื่องจากวันนี้เป็นวันพระใหญ่ ชาวพม่าจะทำขนมชนิดนึงชื่อว่า “Htamane” ทำมาแจกคนทั่วไป ซึ่งเราก็ได้มีโอกาสชิมขนมกับน้ำชา ครับ สาวพม่าคนนึงชวนเราทานที่วัด ขอบคุณมากๆเลยครับ ขนมเป็นลักษณะแป้งข้าวเหนียว โรยถั่วกับหอมเจียว รสชาติจืดๆบอกไม่ถูก
Ku Tho Daw วัดกุโสดอร์
สร้างโดยพระเจ้ามินดงเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๐ มีพระราชประสงค์จะสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว จึงให้มีการสังคายนาพระไตรปิฏกขึ้น และให้ช่างสลักข้อความในพระไตรปิฏก รวมทั้งสิ้น ๘๔,๐๐๐ ข้อ ลงบนแผ่นหินอ่อน ๗๒๙ แผ่น มีมณฑป ๗๒๙ หลังครอบไว้ ถือเป็นพระไตรปิฎกเล่มใหญ่ที่สุดในโลก และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี
UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี 2013
พระเจดีย์ประธานสร้างเลียนแบบเจดีย์ชเวซิกองที่พุกาม
รูปปั้นตุ๊กตาหน้าตาน่ารัก อยากรู้ว่าคืออะไรหมายถึงอะไร???
ตุ๊กตา มีชื่อว่า Poe wa yoke ဖိုးဝရုပ္ Little Chubby Boy
ลักษณะเหมือนตุ๊กตาลุ้มลุก ความหมายคือ เมื่อคุณล้มหรืออ่อนแอ คุณไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดไป เหมือนตุ๊กตาตัวนี้ ที่ตั้งตรงได้เสมอ(ตุ๊กตาล้มลุก)   ดังนั้นเมื่อคุณมีปัญหาก็อย่าร้องไห้ แต่ให้ลุกขึ้น
หิวแล้วครับ เช้านี้ไม่มีไรดีไปกว่า ชาพม่าร้อนๆใส่นม กับซาโมซ่า อร่อยดีครับ
Atumashi Kyaung วัดอทูมาชิ
อยู่ติดกับวัดชเวนันดอร์ เป็นวัดที่มีความสวยงาม รูปทรงแปลกแตกต่างจากวัดทั่วๆ ไปในมัณดาเลย์ คำว่า “อทูมาชิ” ในภาษาพม่า หมายถึง ความสวยงามอย่างหาสิ่งใดเปรียบไม่ได้ ซึ่งวัดนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นอาคารที่งดงามโอ่อ่าที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มแรกสร้างในปี พ.ศ. 2400 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มสร้างราชธานีใหม่ของพระเจ้ามินดง
แต่น่าเสียดาย ในปีพ.ศ. 2433 ได้เกิดเพลิงไหม้เผาผลาญตัวอาคารและภายในจนหมดสิ้น หลังจากนั้น ปีพ.ศ. 2539 ได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่จากนักโบราณคดีชาวพม่า โดยใช้แรงงานนักโทษ จนเสร็จสมบูรณ์สวยงามอย่างในปัจจุบัน  เมื่อเดินเข้าไปภายในบริเวณวัดต้องยอมรับฝีมือและความประณีตของช่างชาวพม่าที่บรรจงแกะสลักปูนปั้นที่ละเอียดอ่อนช้อยตามซุ้มประตูและหัวเสา ภายในเด่นที่เพดานไม้สูงลดหลั่นกันไปเป็นชั้นสวยงาม
Shwenandaw Monastery วัดชเวนันดอว์  ชเวนันดอว์ แปลว่า วิหารไม้สีทองคำ
วิหารไม้หลังนี้อยู่ตรงข้ามกับวัดอทูมาชิ เดิมเป็นตำหนักของพระเจ้ามินดงในพระราชวังมัณฑะเลย์และเป็นที่ประทับจนสวรรคต ต่อมาพระเจ้าสีป่อได้รื้อถวายวัดแห่งนี้ครับ
วัดชเวนันดอว์ สร้างขึ้นจากไม้สักทองและใช้ทองคำปิดตัววัดทั้งหลัง แต่ปัจจุบันได้หลุดหลอกออกไปเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะด้านนอกของตัววัดชเวนันดอว์ ซึ่งเราจะมองเห็นเป็นตัวไม้สักทองจริงๆ ส่วนด้านในยังพอเห็นเนื้อสีทองอยู่บ้าง หลังคาของพระอารมชเวนันดอว์เป็นทรงปราสาท 5 ชั้น มีความสวยงามเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นยอดสถาปัตยกรรมงานแกะสลักไม้ของพม่าเลยทีเดียว
พระประธานในวิหารชเวนันดอว์ ตำแหน่งของพระพุทธรูปคือตำแหน่งที่ตั้งราชบัลลังก์ของพม่าเดิม
Mandalay Palace พระราชวังมัณฑะเลย์  ราชธานีสุดท้ายของพม่า
พระราชวังมัณฑะเลย์ ถูกก่อสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้ามินดง ระหว่างปี ค.ศ. 1857-ค.ศ. 1859 หลังการย้ายเมืองหลวงจากอมระปุระมายังมัณฑะเลย์ เพื่อหนีทหารของจักรวรรดิอังกฤษ ระหว่างสงครามพม่า-อังกฤษ
เป็นพระราชวังที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ได้ชื่อว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย มีคูน้ำรอบพระราชวังและประตูที่ยิ่งใหญ่ และเป็นพระราชวังที่สุดท้ายของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองและในประวัติศาสตร์พม่า เมื่ออังกฤษเข้ายึดครองพม่าในสงครามโลกครั้งที่สอง ทางอังกฤษคิดว่าพระราชวังนี้เป็นแหล่งซ่องสุมของทหารญี่ปุ่น จึงได้ทำลายพระราชวังเสียด้วยการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1945 พระราชวังตกอยู่ในความเสียหายมาโดยตลอด จนปัจจุบันได้รับการบูรณะโดยรัฐบาลพม่า โดยการลอกแบบโครงสร้างเดิม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของมัณฑะเลย์
จุดที่๑ ด้านหน้าสุดเป็นท้องพระโรงหน้ามีหลังคาทางปราสาทชั้นซ้อน ภายในเคยประดิษฐานบัลลังก์ที่มีรูปสิงห์ เรียก สีหาสนบัลลังก์
รูปปั้นพระเจ้าธีบอ (หรือพระเจ้าสีป่อ) กับพระนางศุภยาลัต ประทับบนสีหาสนบัลลังก์
พระเจ้าธีบอ หรือ พระเจ้าสีป่อ เป็นพระมหากษัตริย์พม่าพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบอง ถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรีในบริติชราช หลังสิ้นสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่สาม และสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2459
พระนางศุภยาลัต พระราชินีพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์อลองพญา ประสูติแด่พระเจ้ามินดง กับพระนางชินพยูมาชินด้วยความทะเยอทะยานของพระนางศุภยาลัต พระนางจึงได้เป็นพระราชินีในพระเจ้าธีบอพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งพม่า
ถ้าใครสนใจประวัติศาสตร์พม่า เกี่ยวกับการล่มของราชวงค์คองบอง ราชวงค์สุดท้ายของพม่า
แนะนำหนังสือพม่าเสียเมือง และราชันผู้พลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง
จุดที่๒ อาคารถัดมาเป็นที่ตั้งรูปปั้นภุมราสนบัลลังก์ เป็นบัลลังก์แปดเหลี่ยมประดับด้วยผึ้ง สำหรับให้ข้าราชพารที่ใกล้ชิดเข้าเฝ้าปรึกษาราชการ
พระเจ้ามินดงประทับบนภุมราสนบัลลังก์
ศาลาที่ให้ขุนนางเข้าเฝ้า
สังเกตว่า อาคารทั้งหมดในพระราชวังปัจจุบันเป็นของใหม่ที่ทำแทนของเดิมซึ่งเป็นไม้สักทอง แต่ถูกไฟไฟม้หมด อาคารใหม่เหล่านี้มีทั้งเสาที่ทำจากคอนกรีตและวัสดุปัจจุบัน ลวดลายทางศิลปกรรมไม่งดงาม และค่อนข้างหยาบ
จุดที่๓ ส่วนของฝ่ายใน ปัจจุบันเป็นอาคารไม้ทาสีแดง ประกอบด้วยอาคารหลายหลัง
จุดที่๔ ด้านหลังหมู่มหามณเฑียร ด้านหลังของฝ่ายใน เป็นอาคารจัดแสดงสิ่งของเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวัง แต่จัดแสดงได้ไม่ค่อยดีนัก มีภาพถ่ายเก่าๆ เครื่องแต่งกาย ข้าวของบางอย่าง
ลายพระหัตถ์พระเจ้ามินดง
ลายพระหัตถ์พระนางศุภยาลัต
จุดที่๕ หอคอยสร้างด้วยไม้ทาสีแดง มีบันไดเวียนขึ้นด้านบน หลังคาเป็นทรงชั้นซ้อนแบบปราสาท เล่าว่าพระเจ้าธีบอเสด็จขึ้นไปชมทัศนียภาพนอกพระราชวังระหว่างที่ครองราชย์ เราสามาถขึ้นไปชมวิวได้ครับ เดินเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน
หอคอยนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของพระราชวังมัณฑะเลย์
ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ก็เดินทั่วพระราชวังแล้วครับ
Mr.Aung พาเราไปเที่ยวต่อกันที่ ร้านทำทองคำเปลว ซึ่งคล้ายกับที่ไทยเลยครับ เป็นหัตถกรรมที่หาพบได้ยากในปัจจุบัน
สมเด็จพระเทพฯ พระองค์เคยเสด็จมาเยี่ยมชมที่นี่ด้วยครับ
เรายังมีเวลาช่วงบ่าย อีกหลายชม.ก่อนขึ้นเครื่องกลับเราเลยได้ไปเที่ยวต่อ เที่ยวเยอะไปมั้ยเนี่ย
Shwe In Bin วัดชเวอินบิน
ถือเป็นวัดที่ก่อสร้างแบบศิลปะยุคใหม่ถูกสร้างในปี พ.ศ. 2435 โดยพ่อค้าหยกชาวจีนผู้ร่ำรวย บรรยายกาศภายในวันค่อนข้างสงบ สวยงามไปด้วยสถาปัตยกรรมความประณีตของงานแกะสลักไม้ ประตูโค้งทำด้วยไม้อันเป็นเอกลักษณ์
สุดท้ายแล้วครับ เราคงต้องร่ำลาอดีตราชธานีของพม่า
ขอบคุณMr.Aung สารถีของเราผู้เป็นทั้งไกด์ คนขับรถ พาเราเที่ยวมัณฑะเลย์ และเมืองรอบๆ สนุกมากๆเลยครับ
แนะนำว่า สักครั้งควรมาเที่ยวพม่า จะได้พบประสบการณ์สนุกๆแบบนี้ พม่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ผู้คนน่ารักยิ้มแย้มเป็นกันเอง การเดินทางไม่ได้ลำบากมากเลยครับ และอาหารการกินก็หลากหลาย

หากเห็นว่าข้อมูลดี มีประโยชน์ ช่วยกด like แฟนเพจเฟซบุ๊คเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ
❤️

ชื่อเพจ
Travel together – เที่ยวด้วยกันหมอฟันรีวิว
หรือตามลิงค์ไปได้เลยครับ

 

19 COMMENTS

  1. Very well done and written my friend!
    I’ve only just begun writing a blog myself recently and realized tjat many blogs simply rehash old content but add very little of worth.
    It’s great to read an insightful articl of some genuine value to your readers and I.

    It is going doqn on the list of factors I need tto emulate being
    a new blogger. Reader engagement and conntent quality are king.

    Many fantastic thoughts; you’ve unquestionably got on my
    list of sutes to follow!

    Carry on thhe terrific work!
    All the best,
    Edgard

  2. Everything is very open with a precise description of the challenges. It was definitely informative. Your site is useful. Many thanks for sharing! Aubine Tyrus Leena

  3. After I originally left a comment I seem to have clicked the -Notify me when new comments are added- checkbox and from now on every time a comment is added I get 4 emails with the exact same comment. Is there a way you are able to remove me from that service? Cheers. Lonni Lorenzo Filmore

  4. I blog quite often and I really thank you for your information. The article has truly peaked my interest. I am going to take a note of your website and keep checking for new details about once per week. I opted in for your Feed too. Querida Renato Charline

  5. I was very pleased to uncover this site. I wanted to thank you for your time due to this fantastic read!! I definitely liked every little bit of it and i also have you book-marked to check out new stuff in your website. Alena Andre Moises

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here