ไปปีนเขาหรอ? ไป route ไหน?

นี่คือคำถามที่เรามักได้ยินเมื่อเพื่อนรู้ว่าเราจะไปเนปาล

ซึ่งก็แน่นอนว่า เทือกเขาสูงเสียดฟ้า ย่อมเป็นสิ่งแรกๆที่ใครๆต่างนึกถึง เมื่อเอ่ยถึงเนปาล

แต่ประเทศที่หลบอยู่หลังเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลกแห่งนี้

ยังมีอารยธรรมโบราณ ประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน

อีกทั้งธรรมชาติอันสมบูรณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งอาศัยสุดท้ายของสัตว์ป่าหายากชนิดหนึ่ง

ให้เราไปเยือนและค้นหาอีกด้วย

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ก็เพียงพอแล้ว ที่จะดึงดูดให้เราเดินทางสู่

“เนปาล: มรดกโลกกลางหุบเขา”

ที่ไปแล้ว ก็ยังอยากจะกลับไปอีกสักครั้ง

ก็ตามชื่อครับ ภายใต้เทือกเขาหิมาลัยนั้น เนปาลมีมรดกโลกถึง 8 แห่ง !! ทั้งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ได้แก่ สิ่งก่อสร้างที่วิจิตรงดงาม และมรดกโลกทางธรรมชาติ เรียกได้ว่ามาเที่ยวเนปาลทั้งทีได้หลากอารมณ์ ถูกใจทั้งสายประวัติศาสตร์ และขาลุยธรรมชาติเลยทีเดียว อีกทั้งหากใครอยากเห็นเทือกเขาหิมาลัยแต่ไม่อยากปีนเขา เราสามารถเห็นได้เลยจากบนเครื่องบิน เพราะบรรดายอดเขาของเทือกเขาแห่งนี้อยู่สูงเสียดฟ้า เกินกว่าก้อนเมฆนั่นเองครับ

ก่อนอื่นขอแนะนำข้อควรรู้ก่อนไปเนปาล จากประสบการณ์ที่ได้รับนะครับ

ข้อควรรู้ก่อนไปเนปาล: การขอวีซ่า

การขอวีซ่าท่องเที่ยวสามารถทำได้ 2 วิธี

  • ขอล่วงหน้าที่สถานทูตเนปาลประจำประเทศไทย ค่าธรรมเนียม 900 บาท (15 วัน)
  • ขอ Visa on arrival เมื่อไปถึงสนามบินตรีภูวัน (Tribhuvan international airport) ค่าธรรมเนียมถูกกว่าเล็กน้อยการขอวีซ่าล่วงหน้าที่สถานทูตเนปาลประจำประเทศไทย อยู่ที่ 4, 1 ซอย ปรีดี พนมยงค์ 27 แขวง คลองตันเหนือ เขต วัฒนา กรุงเทพมหานคร

เอกสารที่ต้องใช้

  • Passport และสำเนา (พร้อมเซนต์สำเนาถูกต้อง)
  • รูปถ่าย 2×2 นิ้ว 1 รูป (ขนาดอาจไม่ต้องตามกำหนดพอดีก็ได้)
  • Visa application form ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก: http://www.nepalembassybangkok.com/download/visa_application.pdf
  • ค่าธรรมเนียม 900 บาท (เที่ยวได้ 15 วัน)

เวลาในการยื่นขอวีซ่าต้องทำในช่วงก่อนเที่ยงเท่านั้น และได้รับในวันถัดไปครับ

ส่วน Visa on arrival นั้น จากการสอบถามเพื่อนที่เคยไปมาแล้วพบว่า ใช้เวลาทำนาน แต่เท่าที่เราสังเกต ไม่ได้ใช้เวลานานมากครับ ระหว่างเรารอรับกระเป๋า ผู้โดยสารไฟลท์เดียวกันก็ทำ Visa เสร็จแล้วตามมาที่สายพานเลย อาจเกี่ยวกับความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวแต่ละช่วงนะครับ

ข้อควรรู้ก่อนไปเนปาล: ฤดูกาลและเวลา

ฤดูกาลและอุณหภูมิเฉลี่ยในเนปาล

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.tripdeedee.com/traveldata/nepal/nepal01.php

จะเห็นได้ว่า อุณหภูมิที่เนปาลสามารถเที่ยวได้ทั้งปี (หากไม่ trekking) แต่ควรระวังฝนในฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อน ส่วนฤดูหนาวมีหมอกครับ

เวลาในประเทศเนปาลช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที (GMT+5.45)

ข้อควรรู้ก่อนไปเนปาล: ค่าเงินและค่าครองชีพ

เนปาลใช้สกุลเงิน Nepal Rupee (NPR) คิดคร่าวๆคือ 100 รูปีเท่ากับประมาณ 30 บาท (ใกล้เคียงกับเงินเยนญี่ปุ่น) เวลาคิดค่าของก็ตัด 0 แล้วคูณ 3 เช่น 50 รูปี ก็ประมาณ 15 บาท สามารถใช้เงินบาทแลกได้ด้วย

ค่าครองชีพถูกมากครับ ของฝากราคาไม่แพง (ยกเว้นงานศิลปะ) อาหารการกินก็ราคาถูก สั่งมาเต็มโต๊ะ จ่ายถูกเหลือเชื่อ (ไม่ได้คิดเงินผิดนะคร้าบ)

ข้อควรรู้ก่อนไปเนปาล: ศาสนา วัฒนธรรม การแต่งกาย อาหารการกิน

  • ส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู รองลงมาคือ ศาสนาพุทธ แต่มีความกลมกลืนกันอย่างมาก ชนิดที่ว่า ชาวฮินดูก็กราบไหว้พระพุทธเจ้า ส่วนพุทธศาสนิกชนก็กราบไหว้เทพในศาสนาฮินดูเช่นกัน
  • แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังหลายที่ยังใช้เป็นศาสนสถานอยู่ โดยเฉพาะของศาสนาฮินดู ที่สงวนไว้สำหรับชาวฮินดูเท่านั้น แต่เราสามารถถ่ายรูปจากภายนอกได้ครับ
  • การแต่งกายไม่เคร่งครัด ผู้หญิงใส่สั้นเดินเที่ยวได้สบายเลยครับ ส่วนที่แต้มหน้าผาก (ส่วนใหญ่สีแดง) เรียกว่า “บินดิ” เพื่อความเป็นสิริมงคล มีแบบสำเร็จรูปขายในราคาถูก ไม่จำเป็นต้องเป็นชาวฮินดูก็ประดับได้ครับ นักท่องเที่ยวซื้อใส่กันเยอะเลย
  • ที่นี่นิยมบริโภคเนื้อควาย ซึ่งเหนียวมาก เราสั่งเมนูเนื้อควายมาครั้งเดียวแล้วพอเลยครับ แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะตามสถานที่ท่องเที่ยวมีอาหารหลากหลายที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวอยู่มาก ส่วนรสชาติอาหารก็ไม่เผ็ดร้อนแม้จะอยู่ติดกับอินเดียก็ตาม

ข้อควรรู้ก่อนไปเนปาล: สาธารณูปโภค

  • ไฟฟ้าดับเป็นเรื่องปรกติที่เนปาลครับ ติดๆดับทั้งคืน
  • เต้าเสียบเป็นแบบ 5 รู หน้าตาแปลกประหลาด แต่ที่สังเกต ทุกโรงแรมจะมีแบบ 2 และ 3 รู ให้ด้วย และจะมี adapter ให้ยืมครับ
  • อยากเข้าห้องน้ำสะอาด เข้าได้แต่ที่โรงแรมครับ นอกนั้นค่อนข้างไม่สะอาด ไปจนถึงสกปรกอย่างมาก รวมถึงที่สนามบินตรีภูวันก็มีปัญหาเช่นกันครับ
  • ถนนหนทางอยู่ในสภาพย่ำแย่ เป็นหลุมบ่อมากกว่าผิวเรียบ เป็นผลมาจากทั้งแผ่นดินไหวเมื่อปี 2015 และขาดการบำรุงรักษาที่ดี

ข้อควรรู้ก่อนไปเนปาล: การเดินทางจากประเทศไทย

มีหลายสายการบินให้บริการ แต่เส้นทางบินตรงมีเพียง 2 สายการบิน

  • ไทยไลอ้อนแอร์ สายการบินโลว์คอส เริ่มต้นที่ประมาณ 7500+ บาท
  • การบินไทย สายการบินฟูลเซอร์วิส เริ่มต้นที่ประมาณหนึ่งหมื่นบาทต้นๆ

ข้อควรรู้ก่อนไปเนปาล: การเดินทางภายในประเทศเนปาล

  • รถสามารถหารถ Taxi ได้ง่ายทั่วทั้งเมือง โดยที่สนามบินมีบริการ Pre-paid taxi เป็นการใช้บริการแบบจ่ายเงินล่วงหน้า (มัดจำ) และจ่ายส่วนที่เหลือเมื่อเสร็จสิ้นทริป โดยตกลงราคาเองที่เคาท์เตอร์เลยครับ กรุ๊ปเราเลือกใช้วิธีนี้ โดยเหมาไปเลยตลอด 5 วันที่เที่ยวเนปาลรถประจำทางเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีราคาถูก แต่ถูกจำกัดด้วยตารางเดินรถ
  • เครื่องบินเนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างเมืองอยู่ค่อนข้างไกล การจราจรติดขัด อีกทั้งสภาพถนนที่ย่ำแย่ การเดินทางด้วยรถอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน เช่น คนที่เมารถง่าย การเดินทางด้วยเครื่องบินจึงเป็นอีกทางเลือก เช่นการเดินทางจาก Kathmandu ไปจิตวันด้วยรถ ต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงบนสภาพถนนย่ำแย่บนเขา แต่เครื่องบินใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ก็ต้องแลกด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน

ข้อควรรู้ก่อนไปเนปาล: internet sim card

มีผู้ให้บริการหลายค่าย โดยรายใหญ่ก็คือ Ncell ซึ่งกรุ๊ปเราก็เลือกของบริษัทนี้ครับ ตลอดการท่องเที่ยวมีปัญหาไม่มีสัญญาณ internet บ้างตอนอยู่บนภูเขาระหว่างทางไปอุทยานจิตวัน ส่วนตอนอยู่ในเมืองหรือตามสถานที่ท่องเที่ยว สัญญาณแรงดีไม่มีปัญหาครับ

สามารถเช็ค packages ได้จาก: https://www.finder.com/best-prepaid-sim-card-nepal

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางสู่เนปาลกันเลย

Day 1

แผนการท่องเที่ยวโดยสรุปเป็นตามนี้นะครับ ของเดิมแตกต่างบ้าง แต่เกิดฝนตก ตลอดบ่ายของวันที่ 2

จึงต้องเปลี่ยนแผนครับ

ดูจากแผนที่ ก็จะเที่ยวเป็นวงตามรูปครับ Kathmandu – Nagarkot – Bhaktapur – Thamel – Patan – Chitwan – Kathmandu

จองสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ รวมโรงแรม 3 คืน ผ่าน expedia ได้ราคาราวๆ 9000 บาทรวมโหลดกระเป๋า ก็บินสู่เนปาลกันเลยครับ ขาไปหวังจะเห็นเทือกเขาหิมาลัยเหมือนกัน แต่หมอกเยอะมาก มองไม่เห็นครับ

Tips: สำหรับใครอยากเห็นหิมาลัยจากบนเครื่องบิน ขาไปให้นั่งฝั่งขวา ขากลับให้นั่งฝั่งซ้าย

รูปนี้เป็นเทือกเขาหิมาลัยจากบนเครื่องบิน ตอนขากลับนะครับ

ใช้เวลาเดินทางราว 3 -3.5 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินตรีภูวัน ในเมืองหลวงกาฐมาณฑุ (Kathmandu) เป็นสนามบินขนาดกะทัดรัด

มองไปทางไหนก็มีแต่ภูเขา สมแล้วกับชื่อ “หุบเขากาฐมาณฑุ” (Kathmandu valley)

รับกระเป๋าเสร็จแลกเงินรูปีสักเล็กน้อย เพราะส่วนใหญ่ใช้เงินดอลลาร์รวมถึงเงินบาทจ่ายได้ครับ (เผื่อฉุกเฉินต้องใช้เงินรูปี)
ออกจากอาคารผู้โดยสารก็จะพบเคาท์เตอร์ขาย internet sim card เลย เราเลือกของ Ncell ที่เป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ครับ

Tips: ขั้นตอนการซื้อ internet sim card ต้องใช้รูปถ่ายด้วยนะครับ ขนาดเท่าไรก็ได้

เคาท์เตอร์ pre-paid taxi ก็อยู่ใกล้กัน พร้อมกับติดป้าย “Please use pre-paid taxi for convenience and safety”
รูปด้านล่างเป็นค่าใช้จ่ายพร้อมแผนการท่องเที่ยวนะครับ (สรุปหลังเกิดเหตุฝนตกในวันที่สองเรียบร้อยแล้ว)

Nagarkot

รถมุ่งหน้าสู่ Nagarkot เพื่อไปชมเทือกเขาหิมาลัย ระยะทางเพียง 30 กม. แต่เป็นทางขึ้นเขาและถนนอยู่ในสภาพย่ำแย่ จึงใช้เวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง
แถมยังเต็มไปด้วยหมอก มองรอบๆแทบไม่เห็นอะไรเลย -“-

ความหวังอยู่ที่พรุ่งนี้ซะแล้ว ขอให้อย่ามีหมอกทีเถอะ
อาหารมือแรกที่เนปาล นับว่าอร่อยใช้ได้ สั่งทั้งอาหารตะวันตก และ Nepal dish ที่ใช้มือเปิบ มากินกับเบียร์ 2 ยี่ห้อ คือ Nepal ice กับ Everest beer ขอแนะนำว่าอันหลังนี่คือ The best ที่ได้ลองที่เนปาลเลยครับ แถมยังหาซื้อยากซะด้วย

Day 2

อากาศบน Nagarkot เย็น ลมแรง และชื้น ถึงขนาดที่นอนยังชื้นเลยครับ
หลังนอนหลับบนที่นอนชื้นๆ ราวตีห้าก็ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวออกไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกัน เปิดประตูออกมา โอ้ว!! หมอกหนามากกกก ทำใจว่าคงไม่ได้เห็นหิมาลัยแล้ว อย่างน้อยได้เห็นพระอาทิตย์สักหน่อยก็ยังดี
ท่ามกลางหมอกที่หนา ในที่สุดพระอาทิตย์ก็โผล่เปล่งรัศมีออกมาให้เรารับชม

ลืมบอกไปโรงแรมที่เราพักชื่อ Peaceful cottage Café de Cumont นะครับ มีชื่อเสียงเรื่องทัศนียภาพจากระเบียงโรงแรม ถ้ามาในวันที่ฟ้าเปิดก็คงได้เห็นวิวสวยๆ

เป็นอันว่าแผนเที่ยว Nagarkot ไม่น่าประทับใจเท่าไร หลังทานอาหารเช้าโรงแรมจานอร่อย (ผักที่เนปาลอร่อยมากเลยครับ อร่อยทุกมื้อเลย) เสร็จ บินูธโชเฟอร์แท็กซี่ก็รอรับเราอยู่แล้วเพื่อไปหนึ่งในจัตุรัสมรดกโลก “ภักตะปุระ”

ทางลงเขาบนถนนสภาพย่ำแย่ระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงก็ทำให้บางคนเมารถไป
อ้อ ระหว่างทางจอดพัก พบชาวเนปาลอัธยาศัยดีมาก กำลังประกอบอาหารทานกันในครอบครัว ก็แบ่งให้พวกเราทานด้วยครับ ส่วนเด็กๆ ก็น่ารัก แต่ขี้อายหน่อยๆ

จัตุรัสภักตะปุระ (Bhaktapur durbar square)

Tips: *ต้องบอกแท็กซี่ว่า พัก-ตะ-ปุ-ระ หรือ พัก-ตะ-ปู นะครับ อ่านว่า บัก-ตะ-ปู นี่แท็กซี่งงเลย*

จัตุรัสภักตะปุระเป็นจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน 3 จัตุรัสแห่งเนปาล (อีก 2 แห่งได้แก่ จัตุรัสกาฐมาณฑุ และจัตุรัสปาทัน)
แน่นอนว่าค่าเข้าชมก็แพงที่สุดเช่นกัน โดยอยู่ที่ 1500 รูปี (ประมาณ 450 บาท)

คำว่า Durbar หมายถึงพระราชวัง เนื่องจากเคยเป็นวังของพระมหากษัตริย์นั่นเอง
หนึ่งในสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวของจัตุรัสแห่งนี้คือ “ความงามที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย” เดี๋ยวไปดูกันครับว่าคืออะไร
เดินเข้ามาสักพักก็เจอสิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายศาลใต้ต้นไม้ ดูแล้วก็ขลัง วังเวง ให้ความรู้สึกลึกลับ

ส่วนรูปนี้เป็นบ่อน้ำ มี “มกร” (มะ-กอน) พ่นน้ำออกมา สามารถพบบ่อได้แบบนี้ได้ทั่วไปในเนปาลครับ

เดินเข้ามาได้สักพักจะพบกับจุดตรวจตั๋ว อย่ารีบทิ้งไปซะก่อนนะครับ

ผ่านประตูเข้ามาก็อลังการแล้วครับ โอ้โห!!! ลองจินตนาการนะครับ ในสมัยหลายร้อยถึงพันปีก่อน มีเมืองแบบนี้ซ่อนอยู่ในหุบเขาด้วย

เห็นสิงห์สองตัวที่ยิ่งใหญ่นี้ก็อย่าชมเพลินจนลืมไฮไลต์เด็ดไปครับ เพราะข้างๆสิงห์ก็คือ “ความงามที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย”

“รูปปั้นพระแม่ทุรคา” ซึ่งเป็นปางนักรบของพระแม่อุมานั้น ละเอียด วิจิตร สวยงาม ถึงขนาดที่ว่า ช่างผู้สร้างต้องถูกสั่งตัดมือทิ้ง เมื่อไม่ให้ไปสร้างสิ่งก่อสร้างใดที่งดงามเช่นนี้อีก !!!

เช่นเดียวกับรูปปั้นพระไภรวะ ซึ่งเป็นบางดุร้ายของพระอิศวร (พระศิวะ) พระสวามีของพระแม่อุมา

เห็นว่าเป็นมรดกโลก ก็อย่าคิดว่าเปิดให้เที่ยวแบบอุทยานในบ้านเรา ที่มีการแยกสถานที่ท่องเที่ยวกับชุมชนอย่างชัดเจนนะครับ ที่เนปาลนี่อยู่รวมกับชุมชนเลย ตึกด้านหลังนั้นเป็นภัตตาคาร

และนี่ก็คือประตูทองคำ (Golden gate) อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน ที่ใครๆต่างก็มาถ่ายรูปด้วย

ส่วนนี้เป็นสระ “นาคาโภคารี” (Naga Pokhari fountain) หรือก็คือสระน้ำงูจงอาง เนื่องจากสร้างให้มีรูปปั้นงูจงอางล้อมรอบ ในอดีตเป็นที่สรงน้ำของราชวงศ์มัลละที่เคยปกครองเนปาลครับ

ลองสังเกตตรงที่ปล่อยน้ำดูดีๆ นะครับ เป็นรูปปั้น “มกรคายแพะ” (อ่านวา มะ-กอน)

มกรเป็นสัตว์ประหลาดในทะเลตามคติความเชื่อของฮินดู มักมีรูปร่างเป็นสัตว์ผสม เช่น จระเข้ ช้าง ในส่วนหน้า และเป็นสัตว์น้ำในส่วนหลัง และเนื่องจากมกรเป็นพาหนะของพระแม่คงคา เทพีแห่งสายน้ำ จึงมีการใช้มกรในสระน้ำ หรือสระสรงนั่นเอง

เห็นแพะออกมาจากปากมกรแบบนี้ ไม่ได้กำลังถูกกินนะครับ จริงๆแล้วกำลัง “คาย” ต่างหาก
ความพิเศษของมกรที่สระโภคาวารีแห่งนี้ก็คือการที่มกรกำลังคายแพะ ต่างกับสระโดยทั่วไปที่มกรกำลังคายนาคครับ

สิ่งที่สังเกตได้อย่างหนึ่งคือ ตามโบราณสถานเหล่านี้ มีคนท้องถิ่นมานั่งคุย นั่งเล่น ทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ทุกที่เลยครับ

อย่างที่บอกครับว่า มรดกโลกในเนปาลนี่อยู่รวมกับชุมชนเลย ตลอดทางเดินเที่ยวก็พบกับทั้งบ้านเรือนและร้านค้า

วัดนยาตาโปลา (Nyatapola temple)

เดินลัดเลาะชุมชนมาก็ถึงวัดที่ต้องมาให้ได้ “นยาตาโปลา”

เจดีย์ของวัดแห่งนี้เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในเนปาล ด้วยความสูงกว่า 30 เมตร สร้างขึ้นเมื่อกว่า 300 ปีก่อน เป็นวัดที่สร้างเพื่อบูชาพระแม่สิทธิลักษมี ซึ่งเป็นสิ่งแทนสตรีเพศ และที่สำคัญคือ แม้จะมีความสูงมากที่สุด แต่กลับมีโครงสร้างที่แข็งแรงมากจนรอดจากแผ่นดินไหวใหญ่มาได้ในสภาพสมบูรณ์ครับ

บันไดของวัดนยาตาโปลา มีรูปปั้นที่ไล่ระดับพละกำลังจากต่ำไปสูง 5 ชั้น แต่ละชั้น จะมีพละกำลังเพิ่มขึ้นครั้งละ 10 เท่า ได้แก่

  • นักมวยปล้ำ
  • ช้าง
  • สิงห์
  • ไกรสรปักษา (สัตว์ป่าหิมพานต์ ครึ่งสิงห์ครึ่งนก)
  • เทพีนักรบ

ส่วนวัดที่อยู่ใกล้กันคือวัดไภราพนาถ (Bhairava nath temple) สร้างเพื่อถวายพระไภรวะ ปางดุร้ายของพระศิวะ ซึ่งเป็นสิ่งแทนบุรุษเพศ น่าเสียดายที่ปัจจุบันปิดซ่อมแซมอยู่ครับ

สีแดงที่นำมาทาเป็นเลือดสัตว์ เช่นเลือดแพะครับ สามารถพบได้ทั่วไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั่วเนปาล

มัวถ่ายรูปเพลินจนเที่ยวจัตุรัสที่กว้างใหญ่ได้ไม่ครบก็ใกล้ถึงเวลานัดกลับโชเฟอร์ซะแล้ว มื้อกลางวันเราทานแถวจัตุรัสครับ มีร้านมากมาย ราคาไม่แพง มื้อนี้ได้ลองสั่ง Mo Mo (รูปซ้าย) เมนูที่แต่ละร้านภูมิใจนำเสนอ ครั้งนี้ลองเนื้อควายครับ เหนียวมาก ทั้งกรุ๊ปบอกว่า ขอไม่สั่งอีกแล้วได้ไหม

ทานไปฝนตกไป จนฝนซาแล้วก็รีบออกไปยังจุดที่นัดหมายโชเฟอร์แท็กซี่ไว้ ขากลับนี่ได้มีโอกาสเห็นขบวนแห่งานแต่งงานของชาวเนปาลด้วยครับ

เดิมทีวันนี้ต้องไปจัตรัสที่ปาทันต่อ แต่ฝนก็เทลงมาอีก เลยเข้าโรงแรมแถวทาเมลเลยละกัน
โรงแรมชื่อ Hotel encounter วิวเมืองกาฐมาณฑุ มองออกไปก็เห็นภูเขาเป็นฉากหลังเสมอ

เก็บกระเป๋าเรียบร้อย เราเดินไปหาของฝาก ของที่ระลึกในย่านทาเมล (Thamel) ซึ่งเป็นย่านการค้าใหญ่ของเนปาล มีของครบครัน มาที่เดียวได้ครบทุกอย่าง

ในย่านนี้มีร้านอาหารมากมาย เช่นร้านอาหารอิตาเลียนที่เราเลือกทาน ไม่ต้องกังวลจะหากินยากครับ

Day 3

จัตุรัส “ปาทัน” (Patan Durbar square)

จัตุรัสปาทัน (Patan durbar square) มีอีกชื่อว่าลลิตปุระ (Lalitpur) มีพื้นที่น้อยที่สุดในบรรดา 3 จัตุรัสมรดกโลกแห่งเนปาล อีกทั้งยังมีความเก่าแก่มากที่สุด

แต่ถึงจะเล็กและเก่า แต่เมืองนี้กลับเต็มไปด้วยความวิจิตรงดงามของงานก่อสร้าง เพราะเป็นแหล่งรวมของบรรดาช่างเอก ที่ช่วยกันรังสรรค์ให้เมืองนี้ได้ชื่อว่าสวยที่สุดเลยทีเดียว

ค่าเข้าชมอยู่ที่ 1000 รูปี (ประมาณ 300 บาท)

เข้ามาก็เจอวัดฮินดูก่อนเลย

ตรงข้ามวัดฮินดูเป็นรูปปั้น “นรสิงห์” ชื่อดัง

พอจะคุ้นชื่อนรสิงห์กันไหมครับ?

ตำนานนรสิงห์ในเนปาลก็คล้ายกันกับที่นครวัด นครธม เนื่องจากมาจากความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ และฮินดูเหมือนกันนั่นเอง

เรื่องเริ่มมาจากการที่ยักษ์หิรัณยกศิปุ (หิ-รัน-ยะ-กะ-สิ-ปุ)
ได้รับพรมา 3 ประการ
1. ฆ่าไม่ตายด้วยอาวุธใดๆของเทวดา มนุษย์ สัตว์ หรืออสูร
2. ไม่ตายทั้งนอกบ้านและในบ้าน
3. ไม่ตายทั้งกลางวันและกลางคืน
ด้วยพร 3 ข้อนี้ ทำให้ยักษ์ตนนี้แทบจะเป็นอมตะเลยทีเดียว

ซึ่งยักษ์ตนนี้ก็ออกอาละวาดสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว จนร้อนถึงพระวิษณุ (พระนารายณ์) อวตารเป็นสัตว์ครึ่งคนครึ่งสิงห์ (นรสิงห์) เป็นการแก้พรข้อที่ 1
โดยหลอกล่อให้ยักษ์มายืนที่ธรณีประตู (บอกไม่ได้ว่าเป็นในบ้านหรือนอกบ้าน) เป็นการแก้พรข้อที่ 2
และฆ่าในเวลาโพล้เพล้ (บอกไม่ได้ว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน) จึงสามารถฆ่ายักษ์ตนนี้ได้ครับ

ผ่านรูปปั้นนรสิงห์มาพบกับประตูวังแห่งปาทัน ที่ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ เนื่องราชวงศ์แห่งเนปาลล่มสลายไปแล้วครับ
สังเกตให้ดีจะพบว่าสิงห์ทั้ง 2 ฝั่งของประตูไม่เหมือนกัน เนื่องจากเป็นเพศผู้และเพศเมีย เห็นไหมครับว่าต่างกันที่ไหน ?
สังเกตได้ว่า หน้าวัดหรือวิหาร มักมีเสาต้นหนึ่งที่มีรูปปั้นอยู่บนยอด รูปปั้นบนยอดเสาเป็นรูปปั้นกษัตริย์นั่นเองครับ
ลานกว้างเป็นบริเวณที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูป เนื่องจากมีนกพิราบอยู่เป็นจำนวนมาก หากได้รูปตอนนกพิราบบินก็เยี่ยมไปเลย แต่นกไม่ยอมบินง่ายๆนี่สิครับ นกที่นี่เชื่องคนมาก คนไล่ก็ไม่บิน ไม่กลัวคนเลย
แต่จากการลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็ได้รูปที่ต้องการมาครับ
Tips: เคล็ดลับก็คือ ให้ซื้ออาหารนก (เป็นเมล็ดพืช เช่นข้าวโพด) ที่มีขายอยู่บริเวณนั้น มาโยนครับ วิธีนี้ให้ผลดีกว่าการวิ่งไล่ให้นกบิน ไม่ต้องไปแกล้งนก นกได้อิ่มท้องอีกด้วย
ติดกับลานกว้างเป็นวัด Vishawanath ที่มีชื่อเสียงเรื่องรูปสลักการเสพเมถุน น่าเสียดายที่ปิดปรับปรุงอยู่
เที่ยวมาก็วันที่ 3 แล้ว ลืมแนะนำให้รู้จัก “คันทวย” ซึ่งก็คือเสาเอียงค้ำยันหลังคาครับ ชาวเนปาลให้ความสำคัญกับคันทวยมาก โดยการแกะสลักอย่างละเอียดงดงาม จริงๆถ้าไล่ดูคันทวยอย่างจริงๆจรัง เสียเวลาเป็นวันก็อาจดูไม่หมดครับ
บ่อน้ำที่พบได้โดยทั่วไปในเนปาล
เดินรอบนอกเสร็จ ย้อนกลับมาเข้าไปในตัวพระราชวังบ้าง ห้องต่างๆในวังตอนนี้ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเราไม่ได้เข้าด้วยเวลาที่จำกัดนะครับ  ส่วนโดมสีขาวที่อยู่บนลานกว้างภายในพระราชวังนี้เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการมาเยือนปาทัน ชื่อ Keshav Narayan temple ครับ

ลานกว้างต่างๆในวัด และวังเนปาล จะเรียกว่า “โชก” (Chok)

พระราชวังปาทันมีโชก 3 แห่ง ได้แก่ โดมสีขาวที่กล่าวไปแล้ว ส่วนโดมสีทองอันนี้อยู่บน Mul chok ซึ่งเป็นลานที่กว้างที่สุด และโด่งดังที่สุดของวังแห่งนี้

โดมสีทองสวยเด่นเป็นสง่า

ด้านหลังโดมสีทองเป็นวิหารพระแม่ทาเลจู มีประตูที่สร้างไว้อย่างสวยงาม

รูปปั้นทั้งสองข้างของประตูวิหารเป็นพระแม่คงคา เทพีแห่งสายน้ำที่คนไทยรู้จักและให้การนับถือกันอย่างมาก

ลวดลายต่างๆในพระราชวัง ได้รับการสรรสร้างอย่างประณีตบรรจง

และแน่นอนว่า ที่ส่วนลึกสุดจากประตูทางเข้า ก็คือสถานที่ ที่ทุกคนต้องมาเมื่อมาเยือนปาทัน “Tusa Hitti” สระสรงน้ำกษัตริย์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสระศักดิ์สิทธิ์

ก่อนกลับก็บังเอิญได้เห็นรูปนี้ติดไว้ เป็นภาพก่อนเกิดแผ่นดินไหว เมื่อคราวที่สิ่งก่อสร้างยังสมบูรณ์ ยิ่งใหญ่ตระการตา เห็นแล้วเสียดายจริงๆ

รอบนี้เที่ยวเกินเวลาที่นัดกับบินูธ โชเฟอร์สุดหล่อไว้ เดิมบินูธบอกว่า เที่ยวแค่ 2 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว แต่ด้วยความสวยงาม ทำให้เราเพลิดเพลินมาก จนยอมเกินเวลา (นี่ขนาดไม่ได้เข้าชมสมบัติในพิพิธภัณฑ์นะครับ)

อุทยานแห่งชาติ “จิตวัน” (Chitwan national park)

สถานที่ต่อไป เราจะเปลี่ยนอารมณ์การท่องเที่ยวเป็นการเข้าป่า “อุทยานแห่งชาติจิตวัน” เพื่อตามหาสัตว์ป่าหายากชนิดหนึ่งครับ

ขอแนะนำอุทยานแห่งชาติจิตวัน (Chitwan national park) มรดกโลกทางธรรมชาติของเนปาล

ความชุกชุมของโรคมาลาเรีย อีกทั้งเคยเป็นป่าที่สงวนไว้เพื่อราชวงศ์แห่งเนปาลล่าสัตว์บางครั้งคราว ทำให้อุทยานแห่งนี้ยังคงความสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหายากหลายชนิด

แต่แล้วเมื่อราชวงศ์เนปาลสูญสิ้น ป่าแห่งนี้จึงไร้การคุ้มครอง อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งได้เข้าป่าล่าสัตว์ ….. ผลคือ เสือ 30 ตัว ช้าง 21 ตัว กวาง 20 ตัว หมูป่า 12 ตัว ควายป่า 12 ตัว และ แรด 20 ตัว ถูกสังหารภายในเวลาแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น !!!

นอกจากนี้ “นอ” ของแรดนั้นยังเป็นหนึ่งในตำรับยาแผนจีนโบราณ ยิ่งแรดเหลือน้อย ยิ่งเป็นของล้ำค่า ยั่วยวนใจให้นายพรานล่าเพื่อค่าตอบแทนมหาศาล จนจำนวนประชากรแรดอยู่ในภาวะถูกคุกคาม และถิ่นอาศัยที่เคยกว้างขวางลดลงอย่างรวดเร็ว

ยังดีที่ในภายหลังมีการอนุรักษ์ ผู้คนตระหนักได้ว่า หากไม่มีป่า ก็ไม่มีแรด ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีรายได้ ทำให้ระยะหลังประชากรแรดเพิ่มจำนวนขึ้น และทำให้อุทยานแห่งนี้มีชื่อเสียงจากการที่เป็นหนึ่งในที่อาศัยสุดท้ายของแรดนอเดียวครับ (เหลือแค่ที่เนปาลและอินเดียบางส่วนเท่านั้น) และเป้าหมายสำคัญของเราคือการไปตามหาแรดหายากนี้กันครับ

ระหว่างทางก็พบสิ่งนี้ครับ เทือกเขาหิมาลัยสูงเด่นเป็นสง่า (crop รูปมา) ชื่นใจ ค่อยหายเมารถขึ้นมาหน่อย

นั่งรถยาวนานเกือบ 5 ชั่วโมงก็ถึงโรงแรม Jungle wildlife camp ที่จองไว้สักที โรงแรมแห่งนี้อยู่ติดแม่น้ำเลยครับ ที่จองเพราะเผื่อฟลุกได้เห็นสัตว์ต่างๆมากินน้ำนั่นเอง

มาได้ไม่นาน ก็ได้เห็น “ก้อนขี้หมา” ซึ่งก็คือส่วนก้อนเนื้อ (จมูก) ที่ลอยพ้นน้ำของจระเข้นั่นเอง จระเข้ตัวนี้ลอยนิ่งนานมากครับ ส่วนเป็ดสองตัวที่หากินอยู่บริเวณนั้นก็รีบขึ้นน้ำ และไม่ยอมลงน้ำอีกเลย (ลุ้นตั้งนานว่าเป็ดจะรอดไหม หรือจระเข้จะได้อิ่มไหม)

หลังพระอาทิตย์ตก เรามีนัดกับบินูธ เพื่อพาไปคุยเรื่องทัวร์ท้องถิ่น ที่จะพาเราเข้าป่าในวันพรุ่งนี้ครับ

สำหรับรายละเอียดการเที่ยวอุทยานจิตวันของเรา ที่มีเวลาเพียงครึ่งวัน เป็นดังนี้ครับ

  • ล่องแม่น้ำราปาตี ด้วยเรือแคนู เฉพาะขาไป ใช้เวลาราว 30 นาที ไปจอดที่จุดหนึ่ง
  • เดินในป่าประมาณ 15-20 นาที เพื่อไปขึ้นรถจี๊ป
  • นั่งรถ Jeep safari เข้าป่าส่วนที่ลึกขึ้น เพื่อชมสัตว์ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะแรดนอเดียวนั่นเอง

อีกวิธีที่เป็นที่นิยมในการตามหาแรดก็คือการนั่งช้างครับ เนื่องจากแรดมีสายตาที่แย่มาก และอาจทำร้ายสิ่งต่างๆที่ไม่ไว้ใจได้ตลอดเวลา การนั่งช้างจึงเป็นทางเลือกสำคัญ เพราะนอกจากขนาดที่ใหญ่แล้ว แรดจะไม่โจมตีช้าง

แต่จากการพูดคุยกับไกด์ท้องถิ่นได้ความว่า การนั่งรถ Jeep เข้าไป จะได้เข้าไปในป่าลึกกว่า ได้พบกับสัตว์หลากชนิดกว่า ทั้งพระเอกสำคัญก็คือแรด หมีดำ และหากดวงดีก็อาจได้พบเสือโคร่งเบงกอลอีกด้วย แต่ถ้าอยากได้เห็นเสือดาวในป่า ต้อง “เดิน” และค้างคืนเท่านั้นครับ เพราะเสือดาวหากินในป่าลึกมาก

*ค่าใช้จ่าย เดี๋ยวลงให้ตอนจบจิตวันนะครับ

Day 4

แหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ 05.00 น. ลงไปทานเข้าเช้าที่มีเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ก็ได้เวลาล่องเรือกันแล้ว พระอาทิตย์ที่เพิ่งขึ้น อากาศเย็น หมอกหนาที่ปกคลุมแม่น้ำ ให้ความรู้สึกตื่นเต้นได้อย่างดีเชียว

อย่างที่เราเห็นเมื่อวานนะครับ ว่าในแม่น้ำมีจระเข้ จึงมีโอกาสที่เราจะได้พบจระเข้ในแม่น้ำจากบนเรือ !!! แต่ไม่ต้องกลัวไปครับ เรือที่ใช้ล่องแม่น้ำมีขนาดใหญ่ และจระเข้จะไม่โจมตีสิ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าตัว ดังนั้นจระเข้จะไม่โจมตีเรือครับ

สัตว์ที่พบระหว่างการล่องเรือก็มีนกต่างๆ

กวางเริ่มออกมาหากินแล้ว

พ่อเขางาม

ตอนแรกก็สงสัยว่ากวางมาหากินอะไรแถวใต้ต้นไม้ มองขึ้นไปก็ถึงบางอ้อ… ลิงกำลังเด็ดผลไม้จากต้นลงมาให้กวางกินนั่นเอง

ผ่านกวางมาได้ไม่เท่าไร มีเรื่องให้น่าตื่นเต้นอีกแล้ว เฮ้ย !!! ไอ้เข้อยู่ใกล้เราขนาดนี้เลย

ครบระยะทางล่องเรือ ต่อไปก็เป็นการล่องกลับ แต่เราไม่กลับครับ เดินป่าต่อ เดินมาได้ไม่ทันไร ขนก็ลุกทันที ! เพราะนี่คือรอยเท้าและลอยกรงเล็บเสือที่ทำไว้เพื่อบ่งบอกอาณาเขตครับ ตอนนี้ทุกคนทั้งกลัวทั้งตื่นเต้น ว่าจะได้เห็นเสือในป่าจริงๆใช่ไหมเนี่ย ?

เดินมาได้ราว 15 นาทีก็ถึงจุดที่นัดหมายกับรถ Jeep ครับ

Tips: *สำคัญมาก: เนื่องจากการใช้บริการ Jeep safari จะเข้าป่าลึกกว่าการนั่งช้าง ซึ่งในป่าลึกอาจมีสัตว์อันตราย ไกด์แนะนำว่าห้ามใส่เสื้อสีขาวหรือเหลืองนะครับ เพราะจะดึงดูดสัตว์เข้าหาตัวเรามากกว่าปรกติ (ในขั้นตอนนี้ต้องมีการเปลี่ยน/ยืม เสื้อคลุมกันเลย)

เส้นทางเข้าป่า

เพิ่งรู้ว่านกยูงบินได้สูงขนาดนี้

นกยูงรำแพน

ทราบกันไหมครับว่า นกยูงเพศไหนที่รำแพนสวยๆ แบบนี้ ? นกยูงตัวผู้นั่นเองครับ รำแพนเพื่อดึงดูดตัวเมียมาผสมพันธุ์

นกยูงตัวเมีย อยู่ห่างออกไปราว 10-15 เมตร

ห่างออกไปอีก มีนกยูงตัวผู้อีกตัวกำลังรำแพนแข่ง แหม ศึกชิงนางจริงๆครับ

ลิงสายพันธุ์อะไรไม่รู้ครับ ไกด์อธิบายแล้ว ผมฟังไม่ทัน ตัวสีขาว หน้าสีดำ แปลกดี

เข้ามาลึกขึ้นเรื่อยๆ จนถึงบริเวณที่เรียกว่าทะเลสาบ (แรดมักมาหาน้ำตามทะเลสาบ) เจอทั้งอุจจาระ ทั้งรอยเท้าขนาดใหญ่ของแรดที่ยังใหม่ๆอยู่ ตอนนี้ทุกคนกลับมาตื่นเต้นกันอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่เจอตัวสักที

ดูเต่าไปก่อนจ้า

กวางน้อยมาหาน้ำกิน

วนตามทะเลสาบอยู่นาน เจอร่องรอยแต่ก็ไม่เจอตัวแรดสักทีครับ ตอนนี้ก็ผ่านไปเกือบ 3 ชั่วโมงจากที่ตกลงไว้ 4 ชั่วโมงแล้ว เริ่มว้าวุ่นใจกันแล้ว ได้แต่ภาวนา “เจอทีเถอะๆๆๆ”

หมูป่า

จุดพักรถเป็นฟาร์มจระเข้ แต่ดูแล้วขนาดเล็กกว่าฟาร์มจระเข้สมุทรปราการมาก เราจึงไม่ได้เข้าไปนะครับ แค่จอดเข้าห้องน้ำ

ซึ่งที่นี่เองเป็นศูนย์รวมรถแต่ละคันที่เข้ามา และไกด์ของเราก็เข้าไปถามรถคันอื่นว่า เจอแรดที่ไหนกันบ้าง ?

และคำตอบที่ได้คือ ไม่มีรถคันไหนเจอแรดแม้แต่คันเดียว !!!

ออกรถได้สักพัก ไกด์พยายามหาแรดให้เรา แต่ก็ไม่เจอสักทีครับ จนเขาพูดสรุปว่า “No rhinos today”

ถึงตอนนี้ทุกคนก็เซ็งกันเต็มที่ ถอดใจ กลับก็กลับครับ

แต่ แต่ แต่ แต่ แต่ …… ระหว่างทางกลับที่รายล้อมด้วยต้นหญ้าสูงนั่นเอง

อยู่ๆไกด์ของเราเคาะรถส่งสัญญาณให้คนขับด้วยอาการตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเห็นตลอดทริป

“back back back backkk” เสียงบอกให้ถอยรถด้วยความเร่งรีบทำให้ผมหัวใจเต้นรัวเลยครับ

ช่วงที่รถกำลังถอย แล้วผมหันหน้ากลับไปมองนั้นรู้สึกมั่นใจว่าไกด์ต้องเจออะไรดีๆแน่นอน

และในที่สุดก็ไม่ผิดหวัง !!! หัวใจพองโต ! เจอจนได้ครับ

คู่แรดลูกน้อยกับคุณแม่ แอบซ่อนอยู่ในพงหญ้าสูงนี่เอง

คุณแม่หันมาแล้ว !!! เห็นแค่นี้ก็ยังดี ตื้นตันจริงๆเลย โอ้ย น้ำตาจะไหลครับ ฮ่าๆ

คือการได้เห็นสัตว์ป่าอยู่ในธรรมชาติเนี่ย มันมีความสุขจริงๆนะครับ ชีวิตอิสระของพวกเขาที่ไม่ต้องอยู่ในกรง มันให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว

อ้อ เห็นแรดตัวใหญ่เทอะทะแบบนี้ อย่าประมาทนะครับ เพราะเคลื่อนไหวได้เร็วมาก สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วถึง 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อบวกกับน้ำหนักตัวมหาศาล ก็อย่าคิดจะเข้าใกล้มากเกินไปเลยครับ

ถ่ายรูปได้สักพัก ไกด์ของเราให้คนขับเดินหน้าให้ห่างออกจากแรด เพื่อให้แรดได้ออกจากพงหญ้า จะได้เห็นตัวชัดๆ

เมื่อรถคันอื่นขับเข้ามาใกล้ ไกด์เราก็บอกให้จอด พร้อมทำเสียง ชู่วๆ… เป็นอันรู้กัน

แต่รถอีกคันน่ะสิครับ ไม่ทำตาม (เข้าใจว่าอยากให้ลูกค้าได้เห็นแรด ได้เจอแรดก็ได้ทิปเยอะ) ขับเข้าไปบริเวณที่แรดอยู่ทันที
ผลที่ได้ก็คือ ….. คุณแม่พาลูกน้อยหนีไปเลย จบข่าว

ระหว่างทางกลับก็ยังได้เห็นสัตว์อื่นๆอีกนิดหน่อย

จระเข้ตามธรรมชาติ

รอดไม่รอด ?

เป็นอันว่า Happy ending ได้เจอแรดสมใจอยาก พวกเราก็อิ่มเอมความสุขกันไป ส่วนไกด์และคนขับก็ยิ้มแฉ่งที่ได้ทิปงามๆ หลังโชว์ผลงานเด็ดหาแรดในวันหายากเจอจนได้

ถึงตรงนี้ต้องขอแนะนำไกด์ของเราหน่อยครับ Surya (อ่านว่า ซู-เรีย) มีประสบกาณ์โชกโชน ทำงานที่อุทยานมาหลายปี รู้จักเจ้าหน้าที่ในอุทยานหลายคน หูตาว่องไวมาก และรู้พฤติกรรมสัตว์เป็นอย่างดี ตลอดการทำงานซูเรียเห็นมาหมดแล้วไม่ว่าจะแรด เสือโคร่ง หมีดำ หรือเสือดาวที่อยู่ในป่าลึก หากใครต้องการเบอร์โทรติดต่อ สามารถหลังไมค์มาได้นะครับ

จบทริปจิตวันแบบฟินๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาส่องสัตว์แบบนี้เลยครับ คิดแล้วก็อยากไปเที่ยวแบบนี้อีก
สำหรับค่าใช้จ่ายในทริปจิตวันก็มีตามนี้ครับ (ราคา/คน)

  • ค่าเข้าอุทยาน 2000 รูปี
  • ค่าล่องเรือแคนู 1000 รูปี
  • ค่า Jeep safari 3500 รูปี

รวมคนละ 6500 รูปี (ประมาณ 1950 บาท)

ออกจากจิตวันราวบ่ายโมงครึ่ง นั่งรถกลับ Katmandu อีก 5 ชั่วโมง ระหว่างทางบินูธก็ชี้ให้เห็นบริเวณที่รถจอดกันเยอะ
เป็นทางแยกไปโพครา (Pokhra) ไม่ห่างกันนักมีบริการกระเช้าเพื่อขึ้นเข้าไปดูหิมาลัย แต่ผมไม่ได้แวะนะครับ หากใครไม่เห็นจากบนเครื่องบิน และไม่อยาก trekking แต่อยากเห็นหิมาลัย ก็ลองใช้บริการดูนะครับ

จะเห็นได้ว่า แผนของเราไม่มีหนึ่งในจัตุรัสมรดกโลก ซึ่งก็คือ Kathmandu durbar square
นั่นเพราะได้รับคำแนะนำจากบริษัทแท็กซี่ว่า สิ่งก่อสร้างชำรุดไปมาก อีกทั้งคล้ายกับปาทัน และภักตะปุระ แนะนำให้ไป 2 ที่หลังที่สมบูรณ์กว่า
แต่ไหนๆโรงแรมก็อยู่ไม่ห่างนัก คืนนี้เราจึงเดินไปครับ

เดินประมาณ 10-15 นาทีก็ถึงแล้ว ไม่เสียค่าเข้าด้วย (ไม่รู้ว่าตอนกลางวันเก็บค่าเข้าชมไหม ที่หาข้อมูลมาคือ 1000 รูปี)
เข้ามาก็พบป้ายนี้ทันที “Let’s re-build together” ….. เป็นไปตามคำแนะนำของบริษัทแท็กซี่ครับ ผลจากแผ่นดินไหวยังคงอยู่ และซ่อมแซมช้ามาก

จัตุรัสกาฐมาณฑุ (Kathmandu durbar square) มีอีกชื่อว่า จัตุรัสหนุมานโดกา (Hanuman Dhoka durbar square) สมัยก่อนก็เป็นวังเช่นเดียวกับ ภักตะปุระ และ ปาทัน

ในยามค่ำคืนอันมืดมิด ให้บรรยากาศวังเวง น่าขนลุกอยู่ครับ
วิหารศิวะ – ปาราวตี (Shiva – Parvati temple) เป็นวิหารที่สร้างเพื่ออุทิศแด่พระศิวะ และพระนางปาราวตี มเหสี

อ้าว !! ไหนว่าพระมเหสีของพระศิวะคือพระแม่อุมาไง ….. ใช่แล้วครับ ปาราวตีเป็นอีกพระนามหนึ่ง ของพระแม่อุมานั่นเอง
ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง คุ้นชื่อ ปาราวตี ไหมครับ ???? นึกๆๆๆ

“ปาราวตี พาติล” คู่เต้นรำของแฮร์รี พอตเตอร์ ไงครับ ชื่อตัวละครที่ J.K. Rowling ตั้งมีที่มาที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวละครได้เป็นอย่างดี เช่น ศ.มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล ศาสตราจารย์ผู้แสนรอบรู้ (“มิเนอร์ว่า” เป็นชื่อโรมันของเทพี “อธีน่า” แห่งความรอบรู้) ก็เหมาะจริงๆครับ

ส่วนนี่เป็นรูปปั้นชื่อดังของพระไภรวะ (Kala Bhairava) ซึ่งเป็นปางดุร้ายของพระศิวะ (องค์เดียวกับรูปปั้นที่ภักตะปุระที่ช่างต้องถูกตัดแขนนั่นแหละครับ)

รูปปั้นนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นรูปปั้นพระแม่กาลี (ปางดุร้ายของพระแม่อุมา) แต่แท้จริงแล้วเป็นพระไภรวะ ซึ่งได้นับการนับถือในเรื่องนาฏกรรม เมื่อมีผิวกายสีนิลจะเรียกว่า “พระกาฬไภราพ” ส่วนสีแดงก็คือเลือดสัตว์ที่คนนำมาสังเวย

ส่วนวัดนี้ก็คือ วัดพระแม่ทาเลจู (Taleju temple) ยิ่งใหญ่สวยงามมากครับ แต่ดึกแล้ว ปิดเรียบร้อย

สำหรับจัตุรัสกาฐมาณฑุ ก็คงพอเท่านี้ครับ ชักดึกแล้ว ถนนเริ่มเปลี่ยว กลับโรงแรมดีกว่า

Day 5

“วัดสวยัมภูนาถ” (Swayambhunath temple)

เช้าตรู่ของวันสุดท้ายในทริปนี้ ฝนเทครับ ฮ่าๆๆๆ

แต่วันสุดท้ายแล้ว ยังไงก็ต้องเดินทาง เช็คเอาท์เรียบร้อย ออกเดินทางสู่ “วัดสวยัมภูนาถ” (Swayambhunath temple) วัดเก่าแก่กว่า 2000 ปี ที่เชื่อว่า ครั้งหนึ่ง “พระพุทธเจ้า” เคยเสด็จมาประทับนั่งสมาธิที่นี่ครับ

ค่าเข้าชม 200 รูปี (ประมาณ 60 บาท)

วัดนี้มีลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากครับ แต่วันนี้ฝนตก น้องลิงหลบฝน ไม่ค่อยออกมาเท่าไรนัก
ท่าทางหนาวกันจัง

สาเหตุที่มีลิงเยอะ เกิดจากความเชื่อที่ว่า ลิงที่วัดเกิดจากเส้นพระเกศา (ผม) ที่พระโพธิสัตว์ปลงไว้ จึงถือว่าเป็นลิงศักดิ์สิทธิ์ วัดจึงเต็มไปด้วยลิง เป็นที่มาของชื่อ “วัดลิง (Monkey temple)” นั่นเอง

Tips: รถที่มาส่งนักท่องเที่ยวมักจอดที่ทางขึ้นเขา ซึ่งต้องเดินขึ้นมาอีก แต่หากใครไม่อยากเดิน สามารถบอกแท็กซี่ให้ขึ้นมาส่งได้นะครับ มีทางขึ้นหลบอยู่

เจดีย์ที่เห็นก่อนหน้าเป็นเจดีย์เล็ก ส่วนไฮไลต์อยู่สูงกว่านั้น ครั้งนี้ต้องเดินขึ้นจริง

ถึงแล้วเจดีย์มีตา “สวยัมภูนาถ” ที่ดวงตาบนยอดเจดีย์ทั้ง 4 ด้าน

เปรียบดั่งพระเนตรของพระพุทธเจ้าที่ทอดไปยังทุกทิศในจักรวาล

ส่วนรูปวาดแทนจมูกที่คล้ายเครื่องหมาย ? แท้จริงแล้วคือเลข 1 ของเนปาล (ลองดูบนธนบัตร 100 รูปีได้นะครับ)

ตาและจมูกที่เจดีย์ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงประเทศเนปาล ชนิดที่ว่าของที่ระลึกมีตาและจมูกแบบนี้ประดับอยู่เต็มไปหมดเลยครับ

รอบเจดีย์ยังรายล้อมไปด้วยสถูปอีกมากมาย

ศาสนาพุทธที่เนปาลเป็นนิกายตันตระ หรือวัชรยาน นับถือพระโพธิสัตว์หลายองค์

ส่วนนี่เป็น “วัชระ” อันใหญ่

วัชระ หรือสายฟ้า (thunderbolt) ในศาสนาพุทธแบบตันตระ หรือวัชรยาน เป็นสัญลักษณ์ของบุรุษเพศ และการตัดความโง่เขลา ความไม่รู้ ส่วนสัญลักษณ์ของสตรีเพศ คือกระดิ่งครับ

*คุ้นสัญลักษณ์นี้ในเรื่องนินจานารูโตะไหมครับ ???

วัชระถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลเซนจู ของโฮคาเงะรุ่นที่ 1 นั่นเอง

นอกจากการกราบไหว้องค์เจดีย์แล้ว สิ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำที่นี่ คือการหมุนกงล้อมนต์ (Prayer wheel) โดยเชื่อว่าการหมุนกงล้อ 1 ครั้งเท่ากับสวดมนต์ 1 จบ (มีการสลักมนต์ที่กงล้อ)

บินดิ (Bindi) เป็นจุดที่นิยมใช้แต้มกลางหน้าผากผู้หญิงอินเดีย เนปาล เป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญรุ่งเรือง มีขายแบบสำเร็จรูป เป็นแบบแปะเอาครับ

อ้อ ที่เนปาลมีความกลมกลืนระหว่างพุทธและฮินดูอย่างมาก สามารถพบเห็นชาวฮินดูไหว้พระพุทธเจ้า และชาวพุทธไหว้เทพของศาสนาฮินดูได้โดยทั่วไปครับ

สำหรับที่วัดลิง ก็คงหมดเท่านี้ครับ แดดเริ่มออก อากาศอบอุ่น ลิงก็ทยอยกันออกมาแล้ว

“เจดีย์โพธินาถ” (Boudhanath)

ใกล้ได้เวลาไปสนามบินเพื่อกลับประเทศ เราแวะกันที่วัดนี้ครับ อยู่ไม่ห่างจากสนามบินนัก

“เจดีย์โพธินาถ” (Boudhanath) มหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล เป็นอีกหนึ่งมรดกโลกแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธทิเบตในเนปาล

ค่าเข้าชมก็ 400 รูปี (ประมาณ 120 บาท)

แน่นอนว่ายังใช้เป็นศาสนสถานอยู่ จึงมีศาสนิกชนมาสักการะอย่างคับคั่ง

การกราบไหว้แบบอัษฏางคประดิษฐ์ (ร่างกายสัมผัสพื้น 8 ส่วน) ไปรอบๆเจดีย์ เป็นการแสดงออกถึงความเคารพ และศรัทธาอย่างหนึ่ง

มีการหมุน “กงล้อภาวนา” เพื่อความเป็นสิริมงคล

ที่เจดีย์แห่งนี้แบ่งเป็นชั้นๆ และสามารถขึ้นไปชั้น 2 ได้ด้วยครับ

การประดับธงมนตรายิ่งเสริมให้เจดีย์ดูยิ่งใหญ่

และภายใต้ดวงตานี้ ไม่ว่าเราจะเดินไปมุมไหน ก็จะถูกมองเห็นเสมอครับ

รอบๆเจดีย์มีร้านค้ามากมาย ทั้งร้านของฝาก และร้านอาหาร

ของที่ระลึกที่ถูกใจผมมากเลยคือพวกรูปวาด hand-painting ครับ ราคาก็สูงอยู่ แต่เทียบกับคุณภาพที่ได้แล้วไม่แพงเลย

สำหรับเจดีย์โพธินาถนั้นมีรูปแบบการสร้างแบบมัณฑะลา (Mandala) หรือสัญลักษณ์ของจักรวาลในศาสนาพุทธวัชรยาน เมื่อมองจากมุมสูง (Bird eye view) ซึ่งก็มีรูปวาดที่ระลึกขายให้คิดถึงด้วยครับ

ชื่อเต็มก็คือ Kalachakra mandala

ส่วนรูปนี้ชื่อ Mantra mandala with astamangal
ไม่แน่ใจว่าใช่ ลักษณะมงคล 8 ประการไหม ?

ลาแล้วเจดีย์โพธินาถ มหาเจดีย์แห่งศรัทธา ยิ่งใหญ่สมเป็นศูนย์รวมของชาวพุทธทิเบตในเนปาลโดยแท้

เป็นอันว่าหมดแล้วครับสำหรับเนปาลทริปนี้ นอกจากเรื่องสาธารณูปโภคที่ไม่ค่อยดีแล้ว ที่เหลือดีหมดเลยครับ ผู้คนเป็นมิตร ค่าครองชีพต่ำ การขายของ หรือแท็กซี่ก็ไม่ตามจนน่ารำคาญ สถานที่ท่องเที่ยวก็ได้หลากอารมณ์ ทั้งสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ ทริปสั้นๆ แค่ไม่กี่วัน แต่เกินคุ้ม อยากจะกลับมาเที่ยวอีก ครั้งหน้าไป trekking หรือเดินป่าก็ดูน่าสนใจมากครับ

และนี่คือค่าใช้จ่ายครับ รวมหมดแล้วไม่ถึง 20000 บาท เรียกว่าแต่ละบาทที่จ่ายไปคุ้มมากเลยครับ อาหารที่ทานก็ไม่ได้ทานอดๆอยากๆ แต่เพราะราคาอาหารถูกจริงๆ ค่าโรงแรมก็ถูกด้วยครับ

อุตส่าห์อ่านกันมาจนจบ ขอบคุณมากนะครับ

หากเห็นว่าข้อมูลดี มีประโยชน์ ช่วยกด like แฟนเพจเฟซบุ๊คเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ
❤️

ชื่อเพจ
Travel together – เที่ยวด้วยกันหมอฟันรีวิว
หรือตามลิงค์ไปได้เลยครับ

 

 

 

 

2 COMMENTS

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here